เปิดชัดๆ 6 อาการขาบวม ตึง ปวด หมอเตือนเอง ร่างกายกำลังส่งสัญญาณ

"หมอเจด" เปิดชัดๆ 6 อาการขาบวม ตึง ปวด สัญญาณเตือนระวังลิ่มเลือดอุดตันที่ขา เช็กทีละข้อว่าขาของเรากำลังส่งสัญญาณอะไรอยู่หรือเปล่า

เมื่อเร็วๆนี้ หมอเจด นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ เผย 6 อาการเตือน ขาบวม ตึง ปวด ระวังลิ่มเลือดอุดตันที่ขา โดยระบุว่า คืนนี้ลองก้มดูขาตัวเองแล้วเทียบกันสองข้าง ถ้าขาข้างหนึ่งบวมขึ้นมาใหม่ น่องตึง ปวด อุ่น หรือสีผิวเปลี่ยน ทั้งที่ไม่ได้ล้มหรือกระแทก ผมไม่อยากให้รีบนวดแล้วรอดูอาการ เพราะอาจเป็นลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก หรือ DVT ได้ 

 

เปิดชัดๆ 6 อาการขาบวม ตึง ปวด หมอเตือนเอง ร่างกายกำลังส่งสัญญาณ

ที่น่ากลัวไม่ใช่แค่ขาบวม แต่ลิ่มเลือดอาจหลุดตามกระแสเลือดไปอุดที่ปอดได้ ลองเช็กทีละข้อว่าขาของเรากำลังส่งสัญญาณอะไรอยู่หรือเปล่า


1. ขาข้างหนึ่งบวมขึ้นมาใหม่แบบไม่มีสาเหตุ
ลิ่มเลือดที่ขามักทำให้ขาข้างที่มีปัญหาบวมมากกว่าอีกข้างครับ อาจเริ่มจากน่อง ข้อเท้า หรือบวมขึ้นไปถึงต้นขา ลองยืนหน้ากระจกเทียบกัน ดูว่าข้างหนึ่งใหญ่กว่า ถุงเท้ารัดเป็นรอยลึก หรือกางเกงเริ่มตึงแค่ข้างเดียวหรือไม่ ถ้าบวมขึ้นมาใหม่โดยไม่ได้ข้อเท้าแพลง ไม่ได้ถูกกระแทก และไม่ยุบตามปกติ ผมว่าอย่าปล่อยดูเองหลายวัน


2. น่องตึง ปวดหน่วง หรือเหมือนเป็นตะคริวไม่ยอมหาย
อาการของ DVT ไม่จำเป็นต้องปวดรุนแรงเสมอไปครับ บางคนรู้สึกแค่น่องหนัก ตึง เจ็บลึก ๆ หรือคล้ายเป็นตะคริว โดยเฉพาะตอนยืนและเดิน จุดที่ต้องระวังคืออาการปวดเกิดร่วมกับบวมและไม่มีการบาดเจ็บชัดเจน อย่าบีบคลึงหรือนวดแรงเพื่อทดสอบ เพราะอาการแบบนี้ต้องให้แพทย์ประเมิน ไม่ใช่พิสูจน์เองด้วยการกดจนช้ำ


3. ผิวบริเวณที่บวมอุ่น แดง หรือสีเปลี่ยนไป
ลองใช้หลังมือแตะขาทั้งสองข้างเทียบกันครับ ถ้าบริเวณที่ปวดบวมอุ่นกว่า ผิวแดง คล้ำ หรือสีไม่เหมือนอีกข้าง ยิ่งต้องระวัง บางคนอาจเห็นเส้นเลือดตื้นโป่งขึ้นหรือรู้สึกกดเจ็บร่วมด้วย แต่อาการไม่จำเป็นต้องมาครบทุกข้อ และบางคนมีเพียงอาการบวมกับปวดเท่านั้น

4. อย่ารอให้อาการชัด เพราะบางคนแทบไม่มีสัญญาณ
สิ่งที่ทำให้ลิ่มเลือดที่ขาถูกมองข้ามคือ บางคนมีอาการน้อยมากหรือไม่มีอาการเลยครับ จึงไม่ควรใช้แค่ว่า “ยังเดินได้อยู่” แล้วสรุปว่าไม่เป็นอะไร ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อยแต่เกิดหลังผ่าตัด นอนพักนาน เดินทางไกล หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย ความน่าสงสัยก็เพิ่มขึ้นและควรตรวจให้ชัด


5. ช่วงไหนต้องสังเกตขาตัวเองเป็นพิเศษ?
ต้องระวังมากขึ้นหลังการผ่าตัด กระดูกหัก บาดเจ็บรุนแรง ใส่เฝือก นอนติดเตียง หรือไม่ได้ขยับขานาน รวมถึงการนั่งรถหรือนั่งเครื่องบินหลายชั่วโมงครับ ความเสี่ยงยังเพิ่มขึ้นในคนที่เคยมีลิ่มเลือด เป็นมะเร็ง ตั้งครรภ์หรือเพิ่งคลอด ใช้ยาคุมหรือฮอร์โมนที่มีเอสโตรเจน มีโรคอ้วน หรือมีประวัติลิ่มเลือดในครอบครัว ยิ่งมีหลายปัจจัยพร้อมกันยิ่งไม่ควรชะล่าใจ


6. ขาบวมสองข้าง อาจมาจากสาเหตุอื่นได้
ถ้าขาบวมสองข้างใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะบวมช่วงเย็น อาจเกี่ยวกับการยืนนาน เส้นเลือดดำทำงานไม่ดี ยาบางชนิด หรือโรคหัวใจ ไต และตับได้ครับ ส่วน DVT มักเด่นที่ข้างเดียวมากกว่า แต่ดูด้วยตาอย่างเดียวฟันธงไม่ได้ เพราะอาการบวม ปวด และผิวอุ่นไม่จำเพาะ การวินิจฉัยอาจต้องตรวจเลือดและอัลตราซาวนด์หลอดเลือดตามความเสี่ยงของแต่ละคน


ระหว่างวันลดโอกาสเกิดลิ่มเลือดและดูแลหลอดเลือดยังไง?

  • อย่านั่งนิ่งหลายชั่วโมง ลุกเดิน เปลี่ยนท่า และกระดกข้อเท้าขึ้นลงเป็นระยะ โดยเฉพาะเวลาทำงานหรือเดินทางไกล
  • หลังผ่าตัดหรือเจ็บป่วย ให้เริ่มขยับตามที่ทีมรักษาอนุญาต ไม่ควรนอนนิ่งต่อเพราะกลัวเจ็บจนเลือดไหลเวียนช้าลง
  • ดื่มน้ำให้เหมาะสมกับร่างกาย แต่คนที่มีโรคหัวใจหรือโรคไตควรยึดตามปริมาณที่หมอแนะนำ
  • ถ้าได้รับยาป้องกันหรือรักษาลิ่มเลือด ต้องใช้ตามแผนและไม่หยุดเอง อาหารหรือสมุนไพรไม่สามารถใช้แทนยาได้ครับ
  • เรื่องอาหาร ให้ลดของทอด เนื้อแปรรูป หมูสามชั้น หนังไก่ น้ำหวาน เบเกอรี และอาหารแปรรูปจัด แล้วเพิ่มผัก ผลไม้ทั้งลูก ปลา ถั่ว เต้าหู้ และโปรตีนไม่ติดมัน เพื่อช่วยคุมน้ำหนัก น้ำตาล ไขมัน และลดโอกาสเกิดไขมันสะสมในหลอดเลือดแดงเพิ่มอีกทางหนึ่งครับ


ขาบวมทุกครั้งไม่ได้แปลว่าเป็นลิ่มเลือด แต่ถ้าขาข้างหนึ่งบวม ตึง ปวด อุ่น หรือสีเปลี่ยนขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะหลังนั่งนาน ผ่าตัด นอนพัก หรือมีปัจจัยเสี่ยง ผมไม่อยากให้เอาไปนวดแล้วรอจนบวมกว่าเดิม ไปตรวจให้รู้ก่อนจะปลอดภัยกว่า และถ้ามีหายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือไอเป็นเลือดร่วมด้วย ให้ไปฉุกเฉินทันที เพราะอาจมีลิ่มเลือดหลุดไปถึงปอดแล้ว

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด