หมอเตือนแล้ว 5 อาการปวดคอ แบบไหนห้ามนวด-กด-บิดคอเด็ดขาด

"หมอเจด" เตือน 5 อาการปวดคอ แบบไหนห้ามนวด-กด-ดัด-บิดคอ ภัยเงียบเสี่ยงวิกฤต ถ้ามีอาการเหล่านี้แม้เพียงชั่วครู่ อย่านวดต่อ รีบไปโรงพยาบาล

วันที่ 7 ก.ค. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้โพสต์ให้ความรู้ด้านสุขภาพ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผย 5 อาการปวดคอ แบบไหนห้ามนวด-กด-บิดคอ โดยระบุว่า ปวดคอ บ่า ไหล่ ส่วนใหญ่มักมาจากกล้ามเนื้อตึง นั่งผิดท่า หรือออฟฟิศซินโดรม

 

หมอเตือนแล้ว 5 อาการปวดคอ แบบไหนห้ามนวด-กด-บิดคอเด็ดขาด

แต่มีบางกรณีที่อาการปวดคออาจเกี่ยวกับหลอดเลือดบริเวณคอ เช่น Cervical artery dissection หรือผนังหลอดเลือดคอฉีก ซึ่งอาจทำให้เกิด Stroke ได้ โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่ไม่มีเบาหวาน ไขมันสูง หรือความดันเลยก็เกิดได้ สิ่งที่ห่วงคือบางคนรู้สึกปวดคอแล้วไปนวด กด ดัด หรือบิดคอซ้ำ ทั้งที่เริ่มมีอาการทางสมองร่วมด้วย ถ้าเข้าข่าย 5 ข้อนี้ หยุดนวดและไปโรงพยาบาล อย่ารอให้เป็นอัมพาตก่อนถึงเชื่อว่าไม่ใช่กล้ามเนื้อธรรมดา


1. ปวดคอหรือปวดศีรษะแบบฉับพลัน และไม่เหมือนที่เคยเป็น
ออฟฟิศซินโดรมมักปวดตึงตามท่าทาง กดแล้วเจ็บ และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อพักครับ แต่ถ้าปวดขึ้นมาทันที รุนแรงผิดปกติ ปวดข้างเดียวลึก ๆ บริเวณต้นคอ ท้ายทอย หรือร้าวขึ้นศีรษะ โดยเฉพาะหลังบิดคอ ออกกำลังกาย ไอแรง หรือมีแรงกระแทกบริเวณคอ อย่าเพิ่งนวดต่อ เพราะอาการปวดอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของหลอดเลือดคอฉีกได้ แม้ตอนนั้นแขนขายังไม่อ่อนแรงก็ตาม


2. เวียนหัวมาก เดินเซ หรือเสียการทรงตัวกะทันหัน
ถ้าปวดคอแล้วเวียนหัวบ้านหมุน คลื่นไส้ เดินโซเซ เอียงไปข้างหนึ่ง หรือยืนไม่มั่นคง อย่าสรุปว่าเส้นคอตึงจนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอแล้วให้นวดแก้ครับ อาการเหล่านี้อาจเกิดเมื่อสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัวได้รับเลือดผิดปกติ โดยเฉพาะ Stroke บริเวณสมองส่วนหลัง ซึ่งบางครั้งไม่มีหน้าเบี้ยวหรือแขนอ่อนแรงแบบที่คนคุ้นเคย ยิ่งเกิดขึ้นทันทีและไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งต้องรีบตรวจ

 

3. มองเห็นภาพซ้อน ตามัว หรือหนังตาตกข้างเดียว
ปวดคอร่วมกับภาพซ้อน มองไม่ชัด ลานสายตาหาย หรือตาข้างหนึ่งผิดปกติขึ้นมาทันที ไม่ใช่อาการที่ควรแก้ด้วยการกดจุดครับ บางคนอาจมีหนังตาตก รูม่านตาสองข้างไม่เท่ากัน หรือปวดรอบตาร่วมด้วย ซึ่งอาจเกี่ยวกับเส้นประสาทและหลอดเลือดคอ การมองเห็นเปลี่ยนเฉียบพลันเป็นสัญญาณทางระบบประสาท ต้องไปโรงพยาบาลแม้อาการจะดีขึ้นเองในไม่กี่นาที


4. หน้าเบี้ยว แขนขาชา หรืออ่อนแรงข้างเดียว
ถ้ายิ้มแล้วมุมปากตก ยกแขนสองข้างแล้วข้างหนึ่งตก จับของหลุด หรือรู้สึกชาครึ่งหน้า ครึ่งตัว ให้คิดถึง Stroke ก่อนครับ ไม่ต้องรอดูว่าพักแล้วจะหาย และไม่ควรให้ใครนวดคอหรือดึงแขนแก้อาการ เพราะทุกนาทีที่สมองขาดเลือดคือเนื้อสมองที่กำลังเสียหาย ให้โทร 1669 และจำเวลาที่เริ่มมีอาการไว้ เพื่อให้ทีมรักษาประเมินการรักษาได้เร็วที่สุด


5. พูดไม่ชัด กลืนลำบาก สับสน หรือเรียบเรียงคำไม่ได้
บางคนไม่ได้อ่อนแรงชัด แต่เริ่มพูดติดขัด เสียงเปลี่ยน หาคำไม่เจอ ฟังคำสั่งไม่เข้าใจ หรือกลืนน้ำแล้วสำลัก อาการเหล่านี้ไม่ใช่เพราะปวดคอจนพูดไม่ถนัดครับ แต่เป็นสัญญาณว่าสมองหรือเส้นประสาทที่ควบคุมการพูดและการกลืนอาจมีปัญหา แม้อาการจะหายภายในไม่กี่นาที ก็อาจเป็น TIA หรือ Stroke ชั่วคราว ซึ่งเป็นคำเตือนว่าครั้งใหญ่อาจตามมาได้


ก่อนนวดคอ อยากให้เช็กตัวเองแบบนี้

  • อาการปวดครั้งนี้เหมือนครั้งก่อนหรือรุนแรงและมาเร็วผิดปกติ
  • มีเวียนหัว เดินเซ ภาพซ้อน ชา อ่อนแรง หรือพูดไม่ชัดร่วมด้วยหรือไม่
  • เพิ่งมีการบิดคอแรง อุบัติเหตุ เล่นกีฬา หรือออกแรงที่ทำให้คอสะบัดหรือไม่
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็น Stroke ตั้งแต่อายุน้อย หลอดเลือดโป่งพอง หรือโรคของผนังหลอดเลือดหรือไม่
  • ถ้าปวดคอร่วมกับอาการทางสมอง ให้หลีกเลี่ยงการนวดแรง ดัดคอ หรือหมุนคอจนสุด และไปประเมินก่อน


การนวดไม่ได้ทำให้เกิด Stroke ทุกครั้ง และคนที่ปวดคอส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีหลอดเลือดฉีก แต่ถ้าอาการผิดจากออฟฟิศซินโดรมเดิม หรือมีสัญญาณทางสมองร่วมกัน เราไม่มีทางแยกด้วยการกดดูว่าเส้นตึงหรือไม่ การตรวจอาจต้องใช้ CT, CTA, MRI หรือ MRA เพื่อดูสมองและหลอดเลือดคอ


อีกเรื่องที่อยากย้ำคือ ดูแลสุขภาพดี ไม่ได้แปลว่าจะตัด Stroke ออกได้ทั้งหมด ครับ น้ำตาล ไขมัน และความดันปกติช่วยลดความเสี่ยงจากหลอดเลือดเสื่อม แต่ Stroke ยังเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด กรรมพันธุ์ หรือหลอดเลือดคอฉีกได้ โดยเฉพาะถ้าครอบครัวมีประวัติเป็น Stroke ตั้งแต่อายุน้อย ควรแจ้งแพทย์ให้ครบ ไม่ใช่คิดว่าผลเลือดปกติแล้วไม่มีอะไรต้องเช็ก


ปวดคอธรรมดามักไม่ทำให้หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง ภาพซ้อน เดินเซ หรือพูดไม่ชัดครับ ถ้ามีอาการเหล่านี้แม้เพียงชั่วครู่ อย่านวดต่อ อย่าขับรถไปเอง และอย่ารอดูข้ามคืน ให้โทร 1669 เพราะ Stroke ยิ่งถึงโรงพยาบาลเร็ว โอกาสรักษาสมองไว้ก็ยิ่งมากขึ้น 

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด