หมอเตือน 5 ปัจจัย เพิ่มเสี่ยง "มะเร็งเต้านม" อย่ารอให้คลำเจอก้อน

"หมอเจด" เตือนเอง 5 ปัจจัย เพิ่มความเสี่ยง "มะเร็งเต้านม" อย่ารอให้คลำเจอก้อน เผยอาการเสี่ยงของเต้านมที่ไม่ควรรอ?

วันที่ 14 ส.ค. 2569 หมอเจด นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ เกี่ยวกับเรื่อง 5 ปัจจัยเพิ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านม อย่ารอให้คลำเจอก้อน โดยระบุว่า ปีนี้เราได้ตรวจสุขภาพกันหรือยัง แล้วตรวจเต้านมล่าสุดเมื่อไหร่? โพสต์นี้ผมไม่ได้เขียนมาให้คุณผู้หญิงกลัว แค่อยากให้เราหันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น เพราะหลายเคสช่วงแรกยังไม่มีก้อน ยังไม่เจ็บ ยังไม่มีน้ำเหลือง ก็เลยคิดว่า "คงยังไม่เป็นอะไร" แล้วพอเว้นการตรวจไปหลายปี มารู้อีกทีตอนคลำได้ก้อนชัดแล้ว บางคนโรคก็เดินไปไกลถึงระยะ 3-4 แล้ว

 

หมอเตือน 5 ปัจจัย เพิ่มเสี่ยง มะเร็งเต้านม อย่ารอให้คลำเจอก้อน

สิ่งที่ผมอยากบอกคือ ถ้ายังไม่เจอก้อน นั่นถือเป็นข่าวดี แต่จะให้ดีกว่านั้น คือเราเริ่มรู้จักความเสี่ยงของตัวเอง แล้วลดสิ่งที่ลดได้ ตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง เพราะมะเร็งเต้านมไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว และไม่มีใครป้องกันได้ 100% แต่มีหลายเรื่องที่เราปรับเพื่อลดความเสี่ยงลงได้ครับ แล้วมีอะไรบ้าง? ลองดู 5 ปัจจัยนี้เลย


1. น้ำหนักเกินหลังหมดประจำเดือน โดยเฉพาะพุงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

หลังหมดประจำเดือน รังไข่ผลิตเอสโตรเจนน้อยลง แต่เนื้อเยื่อไขมันยังสามารถมีส่วนในการสร้างเอสโตรเจนผ่านกระบวนการในร่างกายได้ เพราะฉะนั้นในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ความเสี่ยงมะเร็งเต้านมบางชนิดจะสูงขึ้น

เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า "อ้วน = ต้องเป็นมะเร็ง" แต่ถ้าน้ำหนักและรอบเอวเพิ่มต่อเนื่อง พร้อมกับดื้ออินซูลิน น้ำตาลสูง และการอักเสบระดับต่ำหลายอย่างมารวมกัน ความเสี่ยงระยะยาวก็ขยับตาม ลดน้ำหนักแค่พอเหมาะ ไม่ต้องผอมมาก เป้าหมายคือพุงลด กล้ามยังอยู่ และสุขภาพเมตาบอลิกดีขึ้น


2. ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

แอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีหลักฐานค่อนข้างชัดกับมะเร็งเต้านม ยิ่งดื่มมากและดื่มสม่ำเสมอ ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น กลไกหนึ่งคือแอลกอฮอล์มีผลต่อระดับฮอร์โมน รวมถึงก่อสาร acetaldehyde ซึ่งสามารถทำลาย DNA ได้

หลายคนคิดว่า "ก็แค่ไวน์คืนละแก้วเอง" แต่ถ้าถามในแง่ลดความเสี่ยงมะเร็งจริง ๆ หลักง่ายที่สุดคือ ยิ่งดื่มน้อยยิ่งดี ไม่ได้มีแก้ววิเศษที่ดื่มแล้ว "ปลอดภัยต่อมะเร็ง 100%"
 

3. ไม่ค่อยออกกำลังกาย และนั่งนานเกินไปทุกวัน

การออกกำลังกายสม่ำเสมอสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งเต้านมที่ลดลง ไม่ใช่เพราะเหงื่อไหลแล้วขับเซลล์มะเร็งออก แต่เพราะการเคลื่อนไหวช่วยเรื่อง น้ำหนัก ความไวต่ออินซูลิน ระดับฮอร์โมนบางชนิด การอักเสบ และสุขภาพเมตาบอลิกโดยรวม

ถ้าทั้งวันคือ นั่งทำงาน นั่งรถ กลับบ้านนั่งดูทีวี พลังงานที่ใช้ก็น้อยลง พุงก็มาได้ง่ายขึ้น ลองเริ่มจากเดินเร็วสม่ำเสมอ และฝึกกล้ามเนื้อประมาณ 2-3 วันต่อสัปดาห์ สุขภาพไม่ต้องรอให้มีรองเท้าวิ่งคู่แพงถึงจะเริ่มได้


4. ใช้ฮอร์โมนหลังหมดประจำเดือนโดยไม่ประเมินความเสี่ยงให้เหมาะสม

เรื่องนี้ต้องแยกให้แฟร์ Menopausal Hormone Therapy หรือ MHT มีประโยชน์มากในผู้หญิงบางคนที่มีอาการวัยทองรบกวนชีวิต

แต่ฮอร์โมนบางสูตร โดยเฉพาะการใช้เอสโตรเจนร่วมกับโปรเจสโตเจนเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ ไม่ได้แปลว่า "ฮอร์โมนวัยทองห้ามใช้" นะ

แต่ควรใช้ในคนที่เหมาะสม เลือกสูตรให้เหมาะ ใช้ขนาดต่ำสุดที่ได้ผล และประเมินเป็นระยะ ยิ่งถ้ามีประวัติครอบครัวมะเร็งเต้านม เคยมีโรคเต้านมบางชนิด หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย ยิ่งควรคุยกับแพทย์ก่อน


5. ปล่อยความเสี่ยงจากพันธุกรรมและประวัติครอบครัวไว้โดยไม่เคยประเมิน

ข้อนี้เรา "เลี่ยง" ไม่ได้ แต่เรารู้เร็วและจัดการได้ ถ้ามีแม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูกเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอายุน้อย หรือครอบครัวมีมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่หลายคน ต้องคิดถึงความเสี่ยงทางพันธุกรรมมากขึ้น เช่นยีน BRCA1 และ BRCA2 คนกลุ่มนี้อาจต้องเริ่มตรวจเร็วขึ้น ตรวจถี่ขึ้น หรือบางรายพิจารณาตรวจยีนตามข้อบ่งชี้

ผมอยากให้มองแบบนี้ พันธุกรรมเหมือนไพ่ที่เราได้รับมาตั้งแต่เกิด เราเลือกไพ่ไม่ได้ แต่เรายังเลือกได้ว่าจะ "เล่นเกมนี้ยังไง" รู้เร็ว วางแผนเร็ว และตรวจให้เหมาะกับความเสี่ยงของตัวเอง


แล้วอาการอะไรของเต้านมที่ไม่ควรรอ?

  • คลำได้ก้อนใหม่ที่เต้านมหรือรักแร้
  • หัวนมบุ๋มเข้าใหม่ ๆ หรือรูปทรงเปลี่ยน
  • มีเลือดหรือน้ำผิดปกติออกจากหัวนม
  • ผิวหนังบุ๋ม หนา หรือคล้ายผิวส้ม
  • เต้านมข้างหนึ่งเปลี่ยนรูปร่างชัดเจน
  • แดง บวม หรือผิวเปลี่ยนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • แต่จุดสำคัญคือ อย่ารอให้มีอาการก่อนค่อยตรวจ เพราะมะเร็งเต้านมระยะแรกส่วนมากยังไม่สามารถคลำเจอก้อนด้วยมือได้


แล้วควรตรวจยังไง?
ผู้หญิงความเสี่ยงทั่วไปควรคุยเรื่อง Mammogram ตามช่วงอายุและแนวทางที่ใช้ครับ โดยหลายแนวทางปัจจุบันเริ่มคัดกรองตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปี และทำต่อเนื่องทุก 1-2 ปีตามความเสี่ยงและคำแนะนำของแพทย์ ถ้าเต้านมหนาแน่นมาก มีประวัติครอบครัว หรือมีความเสี่ยงสูง อาจต้องมี Ultrasound หรือ MRI เพิ่มในบางคนครับ การคลำเต้านมด้วยตัวเองยังมีประโยชน์ในแง่ "รู้จักเต้านมของตัวเอง" ว่าอะไรเปลี่ยนไป แต่ไม่ควรใช้แทน Mammogram ในช่วงอายุที่ควรตรวจ


สรุปคือ มะเร็งเต้านมไม่ใช่โรคที่ต้องรอให้คลำเจอก้อนก่อน ความเสี่ยงบางอย่าง และการใช้ฮอร์โมนบางรูปแบบ เราปรับได้ ส่วนพันธุกรรมเราเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราตรวจและวางแผนได้เร็วขึ้น ถ้ายังไม่เจออะไรวันนี้ นั่นเป็นข่าวดี แต่อย่าใช้ความไม่มีอาการเป็นเหตุผลให้เว้นการตรวจหลายปี เพราะบางครั้งสิ่งที่เราทำเพื่อตัวเองในวันที่ยังแข็งแรง คือของขวัญที่ทำให้เราได้อยู่กับคนที่รักไปนานขึ้น

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด