หมอเปิดชัด 7 อาการ สัญญาณเตือน ไม่เจ็บหน้าอกก็ "หัวใจขาดเลือด" ได้

"หมอเจด" เตือนไม่เจ็บหน้าอก ก็หัวใจขาดเลือดได้ เปิดชัด 7 อาการ ๆ สัญญาณแบบนี้ยิ่งต้องระวัง แนะถ้าไม่อยากเสี่ยงหัวใจขาดเลือดเร็วเกินไป เริ่มจากอะไร?

วันที่ 9 ส.ค. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผย ไม่เจ็บหน้าอก ก็หัวใจขาดเลือดได้ สัญญาณแบบนี้ยิ่งต้องระวัง! โดยระบุว่า ทุกวันนี้เราเห็นคนอายุยังไม่มากเจอปัญหาโรคหัวใจกันมากขึ้น บางคนยังทำงาน ยังพาลูกไปกินข้าว ยังคุยเรื่องแผนเดือนหน้า ยังคิดว่าตัวเอง "ไม่น่าจะเป็นอะไร"

 

หมอเปิดชัด 7 อาการ สัญญาณเตือน ไม่เจ็บหน้าอกก็ "หัวใจขาดเลือด" ได้

แล้ววันหนึ่งกลับมีอาการเหนื่อยผิดปกติ จุกแน่น คลื่นไส้ หรือหน้ามืดขึ้นมา แต่เพราะไม่เจ็บหน้าอกแบบในละคร ก็เลยคิดว่า "คงไม่ใช่หัวใจ" ตรงนี้แหละครับที่น่ากลัว เพราะภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไม่ได้ต้องมาเป็นอาการเจ็บหน้าอกแบบบีบรัดทุกคน โดยเฉพาะในผู้หญิง ผู้สูงอายุ และคนที่มีเบาหวาน บางคนอาการจะมาแบบเงียบ ๆ หรือมาในรูปของอาการที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับหัวใจเลย


ข่าวดี คือ ถ้าเรารู้ว่าสัญญาณแบบไหนควรสงสัย เรามีโอกาสไปถึงโรงพยาบาลได้เร็วขึ้น และยิ่งรักษาเร็ว กล้ามเนื้อหัวใจก็ยิ่งมีโอกาสเสียหายน้อยลง


ถ้าไม่อยากพลาดสัญญาณหัวใจขาดเลือดตั้งแต่ตอนนี้ ลองเช็กอาการพวกนี้ไว้


1. เหนื่อยง่ายผิดปกติ ทั้งที่เมื่อก่อนทำได้สบาย 

เมื่อก่อนเดินขึ้นบันได 2 ชั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวนี้ขึ้นครึ่งชั้นแล้วต้องหยุด หรือเดินระยะเดิม แต่รู้สึกหอบ เหนื่อย หรือเหมือนแรงหายเร็วผิดปกติ อาการแบบนี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุครับ ทั้งโลหิตจาง ปอด กล้ามเนื้อ หรือหัวใจ

แต่ถ้าเป็นอาการใหม่ โดยเฉพาะเกิดเวลาออกแรงและดีขึ้นเมื่อพัก ผมอยากให้ระวังเรื่องหัวใจขาดเลือดไว้ด้วย เพราะตอนออกแรง หัวใจต้องการเลือดและออกซิเจนมากขึ้น ถ้าหลอดเลือดหัวใจตีบ เลือดอาจไปเลี้ยงไม่พอ

2. แน่น จุก แสบ หรือหนักกลางอก แต่ไม่ได้ "เจ็บ"

นี่เป็นจุดที่หลายคนพลาด บางคนไม่ใช้คำว่าเจ็บเลย แต่จะบอกว่าเหมือนมีของหนักทับ แน่น ๆ จุกลิ้นปี่ แสบกลางอก หรือเหมือนหายใจเข้าไม่เต็ม บางครั้งถูกคิดว่าเป็นกรดไหลย้อนหรืออาหารไม่ย่อย

ถ้าอาการเกิดตอนเดินเร็ว ขึ้นบันได ออกแรง หรือเครียด แล้วดีขึ้นเมื่อพัก ต้องระวังครับ หัวใจขาดเลือดไม่จำเป็นต้องเจ็บจนเอามือกุมอกแล้วล้มลงเหมือนในละครเสมอไป


3. ปวดร้าวไปแขน กราม หลัง ไหล่ หรือคอ 
บางคนอาการหลักไม่ได้อยู่ที่หน้าอก อาจปวดหรือหนักที่แขนซ้าย แขนทั้งสองข้าง ไหล่ กราม คอ หรือหลังส่วนบน โดยเฉพาะถ้าเกิดร่วมกับเหงื่อแตก เหนื่อย หรือคลื่นไส้ อาการแบบนี้เกิดจากเส้นประสาทที่รับความรู้สึกจากหัวใจมีทางเชื่อมกับบริเวณอื่น ทำให้สมองตีความตำแหน่งความเจ็บคลาดเคลื่อนได้ครับ


4. คลื่นไส้ จุกลิ้นปี่ เหงื่อแตก ทั้งที่ไม่ได้กินอะไรผิด
 อันนี้เจอได้ โดยเฉพาะในผู้หญิงและผู้สูงอายุ อยู่ดี ๆ คลื่นไส้ จุกแน่นลิ้นปี่ เหงื่อเย็นออก หน้าซีด รู้สึกเหมือนจะเป็นลม หลายคนคิดว่าอาหารไม่ย่อยหรือกระเพาะ แต่ถ้ามาแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะร่วมกับแน่นอก เหนื่อย หรือมีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ผมอยากให้คิดถึงหัวใจไว้ด้วยครับ


5. หน้ามืด ใจสั่น หรือเหมือนจะเป็นลม 
หัวใจขาดเลือดบางครั้งกระทบระบบไฟฟ้าหัวใจครับ จึงอาจมีใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หน้ามืด วูบ หรือหมดสติ โดยเฉพาะถ้าเกิดขณะออกแรง ผมไม่อยากให้รอดูเอง เพราะนอกจากหลอดเลือดหัวใจตีบแล้ว ยังต้องแยกโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือโครงสร้างหัวใจผิดปกติด้วย


6. เหงื่อเย็นออกแบบไม่มีเหตุผล 
ไม่ได้ร้อน ไม่ได้ออกกำลังกาย แต่เหงื่อออกชุ่ม ตัวเย็น ใจไม่ดี ถ้ามาพร้อมกับแน่นอก เหนื่อย คลื่นไส้ หรือหน้ามืด อันนี้เป็นสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญครับเวลาหัวใจขาดเลือด ระบบประสาทอัตโนมัติสามารถถูกกระตุ้นอย่างมาก จึงเกิดเหงื่อเย็นได้


7. "ไม่มีอาการเลย" ก็มีได้ โดยเฉพาะคนเบาหวาน 

นี่คือสิ่งที่ผมห่วงที่สุด บางคนมีภาวะที่เรียกว่า Silent Ischemia คือหัวใจขาดเลือดแต่แทบไม่มีอาการเจ็บหน้าอก พบได้มากขึ้นในคนที่เป็นเบาหวานมานาน เพราะเส้นประสาทรับความรู้สึกอาจทำงานลดลงจาก diabetic neuropathy บางคนมารู้ตอนตรวจหัวใจ หรือรู้หลังเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายไปแล้วบางส่วน


เพราะฉะนั้นคนที่มีเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง สูบบุหรี่ โรคไต หรือประวัติครอบครัวโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ต่อให้ไม่เคยเจ็บหน้าอก ก็ไม่ควรมองว่าตัวเอง "ไม่มีความเสี่ยง"”


แล้วใครควรระวังมากขึ้น?

  • สูบบุหรี่หรือเคยสูบหนัก
  • เบาหวานหรือ HbA1c สูง
  • ความดันสูง
  • LDL หรือ ApoB สูง
  • ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ
  • โรคไตเรื้อรัง
  • อ้วนลงพุง
  • ค่า Lp(a) สูง
  • มีพ่อ แม่ หรือพี่น้องเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย
  • ไม่ค่อยออกกำลังกายและนอนน้อยเรื้อรัง
     

ยิ่งมีหลายข้อรวมกัน ความเสี่ยงยิ่งไม่ได้ขึ้นแบบบวกทีละนิด แต่มันซ้อนกันมากขึ้น


ถ้าไม่อยากเสี่ยงหัวใจขาดเลือดเร็วเกินไป เริ่มจากอะไร?

  • คุมความดัน น้ำตาล และไขมันให้ถึงเป้าตามความเสี่ยงของตัวเอง
  • งดบุหรี่ เพราะเป็นตัวเร่งหลอดเลือดเสียที่ชัดมาก
  • ลดพุงและไขมันช่องท้อง ถ้ามีน้ำหนักเกิน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ มีทั้งคาร์ดิโอและฝึกกล้ามเนื้อ
  • กินปลา ผัก ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี และลดอาหารแปรรูปหนัก
  • นอนให้พอ และตรวจเรื่อง Sleep Apnea ถ้ากรนดังหรือสะดุ้งหายใจ
  • ถ้ามีประวัติครอบครัวโรคหัวใจเร็ว อย่ารอให้มีอาการก่อนค่อยตรวจ


และถ้ามีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยเฉียบพลัน เหงื่อเย็น คลื่นไส้ หน้ามืด หรือปวดร้าวไปกราม แขน หรือหลัง โดยเฉพาะอาการนานเกินไม่กี่นาทีหรือเป็นซ้ำ ๆ อย่าขับรถไปโรงพยาบาลเองถ้าอาการหนักครับ ให้เรียกฉุกเฉิน เพราะเวลาคือกล้ามเนื้อหัวใจ


หัวใจขาดเลือดไม่ได้มีบทเดียวว่า "ต้องเจ็บหน้าอกแล้วล้มลง" บางคนมาแค่เหนื่อย จุกลิ้นปี่ คลื่นไส้ เหงื่อแตก หน้ามืด หรือแทบไม่มีอาการเลย แต่ถ้าเราเข้าใจสัญญาณเหล่านี้ เรามีโอกาสจับความผิดปกติได้เร็วขึ้น และบางครั้งแค่เร็วขึ้นไม่กี่สิบนาที ก็เปลี่ยนผลลัพธ์ของชีวิตได้

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด