หมอเตือน 5 โรคเงียบในแม่ ที่ลูกมักมองข้าม อย่าคิดว่า "แค่อาการคนแก่"

"หมอเจด" เตือนชัดๆ 5 โรคเงียบในคุณแม่วัย 50+ ที่ลูกอาจเผลอมองผ่าน เพราะคิดว่าคิดว่า "แค่อาการคนแก่" เช็กมีอะไรบ้าง

วันที่ 12 ส.ค. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผย อย่าคิดว่า “แค่อาการคนแก่” 5 โรคเงียบในแม่ที่ลูกมักมองข้าม! โดยระบุว่า หลายบ้านเป็นแบบนี้ไหม? แม่อายุเข้าเลขห้า เลขหกแล้ว แต่ก็ยังดูแข็งแรงดี ตื่นเช้ามาทำกับข้าว ออกไปตลาด เลี้ยงหลาน ทำงานบ้านได้เหมือนเดิม ลูกเห็นแบบนี้ก็สบายใจ "แม่โอเคแหละ ยังแข็งแรงอยู่เลย"

 

หมอเตือน 5 โรคเงียบในแม่ ที่ลูกมักมองข้าม อย่าคิดว่า แค่อาการคนแก่

แล้วถ้าวันไหนแม่บ่นว่าเหนื่อยนิดหน่อย ปวดหลังบ้าง ลืมของบ้าง พุงเริ่มขึ้นง่ายกว่าเดิม เราก็มักได้ยินประโยคเดิมว่า "อายุมากแล้ว ก็ต้องมีบ้างแหละลูก" แต่ตรงนี้แหละที่ผมอยากให้ระวัง เพราะบางอย่างเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัยจริง แต่บางอย่างอาจเป็นโรคที่กำลังเกิดขึ้นเงียบ ๆ และยังไม่แสดงอาการชัด บางโรคแม่ไม่รู้ ลูกก็ไม่รู้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อาจเป็นมาหลายปีแล้ว


วันนี้ผมเลยอยากชวนลูก ๆ มาดู 5 โรคเงียบในแม่วัย 50+ ที่เราอาจเผลอมองผ่าน เพราะคิดว่า "ก็อาการคนแก่" รู้ไว้ไม่ได้แปลว่าต้องพาแม่ไปตรวจทุกอย่างนะ แต่อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่าอะไรควรถามต่อ อะไรควรสังเกต และอะไรไม่ควรรอจนมีอาการหนักแล้วค่อยดูแล

1 ไขมันพอกตับ — แม่ไม่ดื่มเหล้า ทำไมยังเป็นได้?

อันนี้ผมว่าแม่หลายบ้านงง “แม่ไม่กินเหล้าเลยนะ” “ของมันก็ไม่ได้กินเยอะ” “น้ำหนักก็ไม่ได้เยอะมาก ทำไมมีไขมันพอกตับ?” เพราะไขมันพอกตับไม่ได้เกิดจากการกินของมันอย่างเดียว

 

ปัจจุบันเรารู้ว่า ไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิก หรือ MASLD เกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง ทั้งน้ำหนักเกิน ไขมันช่องท้อง ภาวะดื้ออินซูลิน เบาหวาน และไขมันในเลือดผิดปกติ และสามารถเกิดในคนที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หนักได้ด้วย อาหารก็มีส่วน ถ้ากินพลังงานเกินบ่อย ๆ โดยเฉพาะน้ำหวาน ขนม แป้งขัดสี และอาหารที่น้ำตาลสูง พลังงานส่วนเกินบางส่วนสามารถถูกเปลี่ยนและนำไปสะสมเป็นไขมันในตับได้ พอเข้าวัย 50+ มวลกล้ามเนื้อเริ่มลดลงในบางคน ขยับตัวน้อยลง พุงเพิ่มขึ้นง่ายกว่าเดิม กินเหมือนเมื่อก่อน แต่ร่างกายจัดการพลังงานไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

 

ที่สำคัญคือ ไขมันพอกตับมักแทบไม่มีอาการ บางคนรู้ตัวเพราะตรวจสุขภาพ บางคนเจอจากอัลตราซาวด์ด้วยเหตุผลอื่น ถ้ามีอาการ ก็อาจเป็นเพียงเหนื่อย หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณท้องด้านขวาบน ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับโรคนี้

 

สังเกตอะไรได้บ้าง?

  • รอบเอวหรือพุงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  • น้ำตาล ไตรกลีเซอไรด์ หรือความดันเริ่มผิดปกติ
  • ตรวจสุขภาพพบค่าตับผิดปกติในบางคน
  • มีเบาหวานหรือภาวะอ้วนร่วมด้วย

 

และขอเสริมตรงนี้นิดหนึ่ง ค่าตับปกติ ก็ไม่ได้ใช้ตัดไขมันพอกตับออกได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้ามีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาประเมินเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

 

ทำยังไงดี?

  • ลดน้ำหวาน ขนม และอาหารพลังงานสูงที่กินเป็นประจำ
  • เพิ่มผัก โปรตีนคุณภาพดี และอาหารที่มีใยอาหาร
  • ขยับหลังอาหาร เดิน หรือออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ถ้าน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมช่วยเรื่องไขมันในตับได้
  • ถ้าตรวจพบแล้ว ควรประเมินร่วมกับแพทย์ว่ามีการอักเสบหรือพังผืดของตับร่วมด้วยหรือไม่

อย่ารอให้ตับเจ็บก่อน เพราะตับมีไขมันอยู่ได้พักใหญ่ โดยที่เจ้าตัวอาจไม่ส่งเสียงอะไรเลย


2. กระดูกพรุน — แม่ไม่เคยล้ม ไม่ได้แปลว่ากระดูกยังแข็งแรง

“แม่ยังเดินได้อยู่” “ไม่เคยกระดูกหักเลย” “ไม่เห็นปวดกระดูกตรงไหน” เลยคิดว่ากระดูกคงยังดี แต่กระดูกพรุนเป็นโรคที่เงียบมาก ถึงขนาด NIAMS ของสหรัฐฯ เรียกภาวะนี้ว่า Silent disease เพราะโดยทั่วไปมักไม่มีอาการ จนวันหนึ่งเกิดกระดูกหักขึ้นมาแล้วถึงรู้ตัว โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน เมื่อเอสโตรเจนลดลง การสูญเสียมวลกระดูกจะเร็วขึ้น กระดูกที่เคยแน่น ค่อย ๆ บางลง

แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันกำลังบาง บางคนยังเดินซื้อของทุกวัน จนวันหนึ่งสะดุดพรมในบ้าน ล้มไม่แรงมาก แต่สะโพกหรือข้อมือหัก จากคนที่เคยเดินเองได้ กลายเป็นต้องนอนโรงพยาบาล พักฟื้น และความสามารถในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปเลย

สังเกตอะไรได้บ้าง?

  • แม่ดูเตี้ยลงจากเมื่อก่อน
  • หลังเริ่มค่อมมากขึ้น
  • มีอาการปวดหลัง โดยเฉพาะถ้าเกิดใหม่หรือผิดปกติ
  • เคยล้มไม่รุนแรงแต่กระดูกหัก
  • มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ตัวเล็กมาก สูบบุหรี่ ใช้สเตียรอยด์นาน หรือมีประวัติครอบครัวกระดูกสะโพกหัก

ความสูงที่ลดลงหรือหลังค่อมอาจพบได้เมื่อมีกระดูกสันหลังยุบจากกระดูกพรุน

 

ทำยังไงดี?

  • ประเมินความเสี่ยง และตรวจมวลกระดูกเมื่อถึงเกณฑ์หรือมีปัจจัยเสี่ยง
  • กินโปรตีนและแคลเซียมจากอาหารให้เพียงพอ
  • ดูแลวิตามินดีให้เหมาะสม
  • ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและแรงต้านตามกำลัง
  • ฝึกการทรงตัวและจัดบ้านเพื่อลดความเสี่ยงหกล้ม

กระดูกก็เหมือนเงินเก็บ ช่วงที่ยังมีอยู่เยอะ เราไม่ค่อยรู้สึกว่ามันสำคัญ แต่วันที่เหลือน้อยแล้ว จะกลับไปสะสมใหม่ไม่ง่ายเหมือนตอนหนุ่มสาว


3. เบาหวาน — ไม่ได้กินหวานจัด ก็เป็นได้

อันนี้ผมอยากแก้ความเข้าใจผิดก่อนเลย “แม่ไม่ได้ชอบขนม” “แม่ไม่กินน้ำหวาน” “จะเป็นเบาหวานได้ยังไง?” เพราะเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ได้มีคำตอบแค่ว่า กินหวานเยอะ หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งคือ ภาวะดื้ออินซูลิน อินซูลินเปรียบเหมือนกุญแจ ที่ช่วยพาน้ำตาลจากเลือดเข้าไปใช้ในเซลล์ แต่เมื่อร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินแย่ลง เหมือนมีกุญแจอยู่ครับ…แต่ไขประตูยากขึ้น ร่างกายต้องสร้างอินซูลินมากขึ้น เพื่อพยายามคุมน้ำตาลไว้

ช่วงแรกตัวเลขอาจยังพอประคองได้ จนวันหนึ่งระบบเริ่มเอาไม่อยู่ น้ำตาลจึงค่อย ๆ สูงขึ้น และเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถค่อย ๆ พัฒนาเป็นเวลาหลายปี โดยบางคนมีอาการน้อยมากหรือไม่มีอาการที่สังเกตได้เลย นี่แหละที่ทำให้มันเงียบ แม่บางคนใช้ชีวิตปกติมาหลายปี ไปตรวจสุขภาพครั้งหนึ่งถึงเจอว่า HbA1c เข้าเกณฑ์เบาหวานแล้ว

 

สังเกตอะไรได้บ้าง?

  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • หิวน้ำมากผิดปกติ
  • เหนื่อยง่าย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ตามัว
  • แผลหายช้า หรือมีการติดเชื้อง่ายขึ้น

 

แต่จำไว้ ไม่มีอาการเหล่านี้ ก็ยังมีเบาหวานได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเสี่ยง การตรวจเลือดสำคัญกว่ารออาการ

 

ทำยังไงดี?

  • ตรวจน้ำตาลและ HbA1c ตามอายุและความเสี่ยง
  • ลดน้ำหวาน ขนม และแป้งขัดสีที่กินบ่อย
  • ให้ทุกมื้อมีผัก โปรตีน และใยอาหารมากขึ้น
  • ชวนแม่เดินหลังอาหาร หรือออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • อย่าลืมฝึกกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อเป็นพื้นที่สำคัญในการนำน้ำตาลไปใช้

น้ำตาลสูงไม่จำเป็นต้องทำให้เรารู้สึกหวานในปาก บางครั้งมันเงียบ จนกระทั่งผลเลือดเป็นคนบอกเรา


4. ความดันสูง — แม่ไม่ปวดหัว ก็ไม่ได้แปลว่าความดันดี

โรคนี้ยิ่งเงียบ แม่ดูปกติทุกอย่าง ไม่ปวดหัว ไม่หน้ามืด ไม่ใจสั่น วันหนึ่งพาไปโรงพยาบาล พยาบาลวัดความดัน 155/90 แม่หันมาถามว่า “เครื่องเสียหรือเปล่า แม่ไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย” อันนี้เกิดขึ้นได้จริง คนที่มีความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการ และการวัดความดันคือวิธีสำคัญที่จะรู้ว่าความดันสูงหรือไม่

 

ปัญหาคือ ถึงเราไม่รู้สึก หลอดเลือดก็ยังรับแรงดันอยู่ หัวใจก็ต้องทำงานกับแรงต้านที่สูงขึ้น ไตก็ได้รับผล สมองและหลอดเลือดก็ได้รับผลตามไปด้วย ถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ควบคุม ความดันสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต และ Stroke 

 

สังเกตยังไง? ตรงนี้ผมอยากเปลี่ยนคำถาม แทนที่จะถามว่า “แม่มีอาการไหม?” ให้ถามว่า “แม่วัดความดันครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?” เพราะโรคนี้ไม่ได้เหมาะกับการรออาการ ถ้าความดันสูงมาก บางคนอาจมีปวดหัว ตามัว เจ็บหน้าอก หรืออาการอื่น ๆ ได้ แต่คนส่วนใหญ่ที่มีความดันสูงไม่ได้รู้ตัวจากอาการ


ทำยังไงดี?

  • มีเครื่องวัดความดันที่บ้านและวัดอย่างถูกวิธีเป็นระยะ
  • ลดเค็ม โดยเฉพาะอาหารแปรรูป ของหมักดอง และเครื่องปรุงที่ใส่หนัก
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ดูแลน้ำหนักและรอบเอว
  • ถ้ามียาความดัน ให้กินต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง ไม่หยุดยาเองเพราะ “ช่วงนี้วัดแล้วปกติ”

ความดันสูงเหมือนแรงดันน้ำในท่อ เราไม่จำเป็นต้องได้ยินเสียงท่อร้อง มันถึงกำลังรับแรงอยู่

 

5. อัลไซเมอร์ — “แม่ก็แค่ขี้ลืมตามวัย” ประโยคนี้ต้องระวัง

ข้อนี้ผมว่าลูกหลายบ้านเริ่มจากคำพูดคล้าย ๆ กัน “แม่ถามไปเมื่อกี้แล้วนะ” “กุญแจอยู่ในตู้เย็นได้ยังไงเนี่ย” “แม่แก่แล้วก็ขี้ลืมแบบนี้แหละ” จริง  อายุเพิ่มขึ้น เราทุกคนมีจังหวะนึกช้าลงหรือลืมเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้  เดินเข้าห้องแล้วลืมว่าจะมาหยิบอะไร นึกชื่อคนไม่ออกชั่วคราว วางแว่นแล้วหาไม่เจอ แค่นี้ยังไม่ได้แปลว่าเป็นอัลไซเมอร์

 

สิ่งที่ผมอยากให้ดูคือ มันเริ่มกระทบการใช้ชีวิตหรือยัง? โรคอัลไซเมอร์มักมีปัญหาความจำเป็นสัญญาณแรก ๆ และเมื่อโรคดำเนินไป อาจมีปัญหาเรื่องภาษา การคิด การตัดสินใจ และการทำกิจวัตรต่าง ๆ มากขึ้น

 

ตัวอย่างที่ผมจะเริ่มสนใจ เช่น แม่ถามเรื่องเดิมซ้ำบ่อยมาก ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด หลงทางในสถานที่ที่เคยไปประจำ จัดการเงินหรือยาที่เคยทำเองไม่ได้ ทำอาหารเมนูเดิมที่ทำมาทั้งชีวิตแล้วเริ่มทำไม่ได้ หรือบุคลิกและพฤติกรรมเปลี่ยนไปชัดเจน

 

สังเกตอะไรได้บ้าง?

  • ความจำแย่ลงจนคนรอบตัวเริ่มเห็น
  • สับสนเรื่องวัน เวลา หรือสถานที่
  • ทำสิ่งที่เคยทำเป็นประจำยากขึ้น
  • มีปัญหาเรื่องคำพูดหรือการสื่อสาร
  • การตัดสินใจหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป

 

ถ้าเริ่มมีภาพแบบนี้ ผมอยากให้ประเมิน เพราะความจำแย่ไม่ได้มีสาเหตุเดียว ทั้งปัญหาการนอน ภาวะซึมเศร้า ยาบางชนิด ไทรอยด์ การขาดวิตามินบางอย่าง การได้ยินลดลง ก็มีส่วนทำให้ความคิดและความจำเปลี่ยนได้

 

ทำยังไงดี?

  • ถ้าความจำเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน ควรพาไปประเมิน
  • ชวนแม่ออกกำลังกายและขยับร่างกายสม่ำเสมอ
  • ให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ปล่อยให้แยกตัวอยู่คนเดียวตลอด
  • ดูแลการนอน ความดัน เบาหวาน และสุขภาพหลอดเลือด
  • กินอาหารหลากหลาย เน้นปลา ผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช และอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย


สิ่งสำคัญคือ อย่ารีบซื้ออาหารเสริมหรือวิตามินหลายตัวให้แม่กินเพราะหวังว่าจะ “กันอัลไซเมอร์” การดูแลสมองเป็นภาพรวม ไม่ใช่ฝากความหวังไว้กับวิตามินเม็ดเดียว

 

แล้วลูกอย่างเราช่วยอะไรแม่ได้บ้าง? ไม่จำเป็นต้องทำให้แม่รู้สึกว่า “ลูกกำลังจับผิดสุขภาพแม่”  เริ่มจากเรื่องธรรมดาได้เลย
1. ชวนแม่ตรวจความดัน น้ำตาล ไขมัน และสุขภาพตามวัย
2. ถ้าพุงเริ่มขึ้น น้ำตาลหรือไขมันผิดปกติ ลองคุยเรื่องการประเมินไขมันพอกตับ
3. หลังหมดประจำเดือน อย่าลืมประเมินเรื่องกระดูก โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยเสี่ยง
4. ชวนเดิน ออกกำลังกายแรงต้าน และกินโปรตีนให้พอ
5. สังเกตความจำและพฤติกรรม ไม่ใช่แค่ถามว่า “จำได้ไหม?” แต่ดูว่าแม่ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้หรือเปล่า
6. และสิ่งที่ง่ายที่สุด…ลองนั่งฟังเวลาที่แม่บอกว่า “ช่วงนี้แม่รู้สึกแปลก ๆ”


บางครั้งเราไม่ต้องเป็นหมอให้แม่ แค่เป็นลูกที่สังเกตเร็วขึ้นอีกนิด ก็มีประโยชน์มากแล้ว จริง ๆ แล้ว แม่หลายบ้านไม่ได้ไม่มีอาการ แต่แม่เก่งเรื่องพูดว่า “แม่ไม่เป็นอะไร” เหนื่อยนิดหน่อยก็ทน พุงขึ้นก็โทษอายุ ปวดหลังก็คิดว่าแก่ ลืมบ่อยก็หัวเราะแล้วบอกว่า “สมองคนแก่แล้ว” และลูกอย่างเรา พอเห็นแม่ยังเดินได้ กินได้ ทำกับข้าวได้ ก็คิดว่าแม่คงโอเค แต่ไขมันพอกตับ กระดูกพรุน เบาหวาน ความดันสูง รวมถึงความผิดปกติของความจำบางแบบ สามารถเริ่มต้นโดยที่อาการยังไม่ชัดได้


วันนี้ถ้ายังมีโอกาส ลองถามแม่กลับบ้าง “แม่ช่วงนี้มีอะไรที่รู้สึกไม่เหมือนเดิมไหม?” แล้วฟังคำตอบเขาจริง ๆ เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าเป็นแค่ “อาการคนแก่” อาจเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่กำลังบอกว่า ถึงเวลาพาแม่ไปเช็กให้ชัดแล้ว รู้เร็ว เราก็มีเวลาจัดการเร็ว ไม่ต้องรอให้ล้มก่อน ไม่ต้องรอให้ตัวเลขแย่มาก และไม่ต้องรอให้แม่พูดว่า “คราวนี้แม่ไม่ไหวจริง ๆ แล้วนะลูก”

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด