“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”!...พระปฐมบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ...ที่เรามิอาจลืม...

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://panyayan.tnews.co.th

“วันมหาประชาปีติ” หรือวันแห่งความสุขเป็นล้นพ้นของประชาชนชาวไทยก็มาถึงในที่สุด...
คือวันที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์
กล่าวคือเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบรมเชษฐาธิราชเมื่อวันที่๙มิถุนายนพ.ศ.๒๔๘๙หลังจากนั้นราวสองเดือนต่อมาพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อณนครโลซานน์ประเทศสวิตเซอร์แลนด์จึงยังมิได้ทรงประกอบพิธีเพื่อทรงขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติตามโบราณราชประเพณี
บัดนี้เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบรรลุนิติภาวะและเสด็จฯนิวัตประเทศแล้วจึงนับเป็นวาระอันเป็นมหามงคลในการที่จะทรงประกอบพิธีทรงรับพระบรมราชาภิเษกเพื่อทรงดำรงพระราชฐานันดรศักดิ์เป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์
พระราชพิธีดังกล่าวเรียกอย่างเป็นทางการว่า“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”(ปัจจุบันเหล่าพสกนิกรชาวไทยได้จัดงานวันรำลึกถึง “วันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”ขึ้นโดยถือเอาวันที่๕พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันสำคัญของประเทศเรียกว่า“วันฉัตรมงคล” )

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”!...พระปฐมบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ...ที่เรามิอาจลืม...
 

อนึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีที่ผสมด้วยลัทธิพราหมณ์และพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทและยังมีลัทธิเทวราชของฝ่ายกัมพูชามาผสมอยู่อีกส่วนหนึ่งทั้งนี้ตามหลักเดิมของไทยนั้นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงเป็นแต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไปก่อนจนกว่าจะทรงผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงจะทรงดำรงพระราชฐานันดรศักดิ์เป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์
กล่าวในความหมายอันรวบรัดคือพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีที่“จัดต้อนรับหรือรับรองฐานะความเป็นประมุขของสังคมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ”นั่นเองซึ่งพระราชพิธีนี้มีมาตั้งแต่ครั้งพ่อขุนผาเมืองได้อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวหรือพ่อขุนบางกลางท่าวให้เป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัยดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกวัดศรีชุมของพญาลิไทซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีพระองค์ได้ทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมของชาติทุกสาขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์จนเป็นแบบแผนตามโบราณราชประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบต่อมาตราบถึงกาลปัจจุบัน
สำหรับในสมัยรัชกาลปัจจุบันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นระหว่างวันที่ ๔-๘พฤษภาคมพ.ศ. ๒๔๙๓
ทั้งนี้ขั้นตอนพระราชประเพณีที่จัดขึ้นในวันที่๕พฤษภาคมถือเป็นวันที่มีความสำคัญที่สุดด้วยเป็นวันประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าสู่พระราชพิธีเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ แห่งราชจักรีวงศ์โดยสมบูรณ์นั่นเอง
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแบบไทย (พระราชพิธีในวันที่ ๕ พฤษภาคม) นี้ถือตอนสรงน้ำมุรธาภิเษกสำคัญที่สุด ซึ่งต่างจากประเทศทางยุโรปที่ถือเอาตอนทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
ในวันที่๕พฤษภาคมพ.ศ.๒๔๙๓อันเป็นวันประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานมายังพระบรมมหาราชวังทรงประกอบพิธีณพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยและพระที่นั่งไพศาลทักษิณ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูสิตาภรณ์สีฟ้าหม่นเกือบเป็นสีเทาประดับราชอิสริยาภรณ์สายสะพายสีเหลืองขลิบเขียวทรงพระมหาพิชัยมงกุฎประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนพระราชบัลลังก์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร...ทรงฉลองพระเนตรสีขาวเป็นครั้งแรกและทรงมีพระพักตร์ขรึมแม้จะทรงเหน็ดเหนื่อยและทรงหลับพระเนตรในบางครั้งแต่ก็ทรงสำรวม
พระอิริยาบถซึ่งดูเป็นที่สง่าน่าเกรงขามขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีทรงฉลองพระองค์ผ้ายกจีบหน้าและคาดสีทองสองชายทรงรัดเกล้าทองเป็นรูปดอกไม้และใบไม้ประดับเพชรแพรวพราว
ขั้นตอนสำคัญของพระราชพิธีนี้อยู่ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับและทรงสรงมุรธาภิเษก(น้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งนำมาจาก ๑๘จังหวัดทั่วประเทศไทย)โดยขณะกระทำพิธีสรงพระมุรธาภิเษกเครื่องบินจากกองทัพอากาศจำนวน๓๐เครื่องได้บินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือพระบรมมหาราชวังตลอดเวลา

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”!...พระปฐมบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ...ที่เรามิอาจลืม...


หลังจากผ่านขั้นตอนต่างๆในพระราชพิธีแล้วพระมหาราชครูจึงร่ายเวทพิธีพราหมณ์จากนั้นจึงกราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยทรงรับขัตติยราชวราภรณ์เครื่องราชกกุธภัณฑ์อันเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นพระมหากษัตริย์ ตลอดจนทรงรับถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรที่พระราชครูวามเทพมุนีทูลเกล้าฯ ถวาย
ขณะทรงรับถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรนี้เองสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเฉลิมพระนามเป็น“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยทรงพระนามเต็มว่า
“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร”
ครั้นเมื่อพราหมณ์อ่านพระเวทกราบบังคมทูลถวายพระพรให้เสด็จดำรงอยู่ในราชสมบัติชนะอริราชศัตรูทุกทิศทางเป็นที่เรียบร้อยแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปฐมบรมราชโองการตอบพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนไทยว่า
“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
หลังจากนั้นทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนา“สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์”ขึ้นเป็น“สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี”

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”!...พระปฐมบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ...ที่เรามิอาจลืม...

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”!...พระปฐมบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ...ที่เรามิอาจลืม...

จากหนังสือเรื่อง อมตะ...แห่งรัก โดยสุวิสุทธิ์ เรียบเรียง