"ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์" ตำนานอภินิหารย์เทพแห่งสามัญชน ผู้กราบไหว้บูชา ขอพร บนบานศาลกล่าวได้โชคได้ลาภสมปราถนา!?

"ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์" ตำนานอภินิหารย์เทพแห่งสามัญชน ผู้กราบไหว้บูชา ขอพร บนบานศาลกล่าวได้โชคได้ลาภสมปราถนา!?

ไอ้ไข่ เทพเจ้าแห่งสามัญชน


พระอธิการอภิชิต เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันเล่าให้ฟังว่าปู่ของปู่ๆๆ หรือย่าของย่าๆๆ บอกว่าตรงนี้เป็นที่วัดมีเด็กเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ละความพยายาม สืบค้นเค้าคำเล่าความจากคนโน้นคนนี้มาปะติดปะต่อพอเป็นเรื่องราวว่า

"ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์" ท่านเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เกิดในสมัยไหนไม่มีข้อมูล เล่ากันว่า ในครั้งกระโน้นพระขรัวทอง เป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์ มีเด็กวัดซึ่งเป็นศิษย์คอยปรนนิบัติรับใช้ 2 คน คนหนึ่งชื่อเหมียน อีกคนหนึ่งไม่ทราบชื่อ คนที่ไม่ทราบชื่อนั้นชาวบ้านเรียกกันว่า”ไอ้ไข่”“ไอ้ไข่”เป็นเด็กซุกซน แต่ชอบช่วยเหลือชาวบ้าน ไม่เกรงกลัวใคร มีความรู้ทางเวทย์มนต์ คาถาอาคม มีลักษณะพิเศษเหนือกว่าเด็กธรรมดาทั่วๆไป

พระอาจารย์ทองเล่าต่อว่า ในตำนานเมืองนครกล่าวถึงเหตุการณ์ตอนเจ้าพระยาคืนเมือง มีท้องตรามายังเมือง"อลอง"(คำนี้ปราชย์ท้องถิ่นยืนยันคำอ่านว่า หลอง) มีบันทึกว่า...มาถึงเมืองอลอง แวะพักหนึ่งคืน นมัสการสมภารทองมีศิษย์เกะกะชื่อว่าไอ้ไข่...เล่ากันว่าหากชาวบ้านหมดปัญญาสามารถในเรื่องใดต้องนึกถึงไอ้ไข่เด็กวัด หรือไปออกปากให้ช่วยเหลือ เป็นอันต้องสำเร็จ จนถือกันว่าเป็นเด็กที่มีความแปลกอานุภาพพิเศษ สร้างความแปลกใจใจให้แก่ชาวบ้าน ถึงแม้ไอ้ไข่จะเป็นเด็กซุกซนแต่ก็ไม่มีใครเกลียดชัง กลับกลายเป็นเด็กที่ไปได้ทั่ว อยู่ในความระลึกของชาวบ้านตลอดมา และยังบ่งบอกว่าไอ้ไข่เป็นเด็กที่มีความจริงทั้งวาจาและจิตใจ ถือสัจจะเป็นหลัก สิ่งใดที่รับปากแล้วเป็นต้องทำให้ได้ ถึงแม้บางครั้งเป็นเรื่องอันตรายก็ตาม บางคนเล่าว่าหากควายตัวใดไม่ยอมให้จับหรือพยศ หากไอ้ไข่รับปากจับให้แล้วเมื่อตอนเข้าไปใกล้ควายหากไอ้ไข่จับหางติดแล้ว ก็ไม่ยอมปล่อยเด็ดขาดไม่ว่าควายจะวิ่งอย่างไร ในที่สุดควายต้องละพยศหมดฤทธิ์ลงโดยสิ้นเชิง ไอ้ไข้ กลายเป็นเด็กที่คนยุคนัั้นกล่าวขวัญกันไม่รู้จบ

ท่านสมภารรูปปัจจุบันเล่าเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อท่านขรัวทองชราภาพ ท่านขรัวเห็นว่าวัดมีภัยทางศึกพม่าบุกเมืองนครแน่นอน วัดเจดีย์ ก็เป็นด่านหนึ่งที่พม่าบุก(ในสงคราม 9 ทัพ) เป็นเหตุให้ชาวบ้าน ชาววัด ต่างหนีศึกพม่าไปคนละทิศละทาง (ความตรงนี้มีหลักฐานชื่อบ้านในละแวกใกล้เคียงรองรับ เช่นทุ่งสู้เมือง นาค่าย ทุ่งเจ้าไชย เป็นต้น) ท่านสมภารทองเห็นดังนั้น จึงบอกให้ไอ้ไข่ช่วยรักษาวัดอย่าได้ทิ้งไปไหน(ความตรงนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี เรียกคนที่รักษาวัดว่า เลขวัด มีการสักเลขเป็นเครื่องหมายไม่ต้องให้ทางการเกณฑ์ไพร่พลไปรบ) ท่านสมภารทองเองก็อยู่ปกป้องคุ้มครองรักษาวัดด้วยเช่นกัน

พระอธิการอภิชิต เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันเล่าต่อว่า ไม่สามารถทราบได้ว่าท่านสมภารขรัวทองมรณภาพเมื่อใด และไอ้ไข่มีชีวิตถึงสมัยไหน บ้างเล่าต่อๆกันมาว่า หลังจากท่านขรัวทองมรณภาพแล้ว ไอ้ไข่ก็เดินลงไปในสระน้ำหน้าวัด แล้วไม่ขึ้นมาให้ใครเห็นอีกเลย แต่วันดีคืนดีแม้ในปัจจุบัน ยังมีคนเห็นเด็กวิ่งเล่นในวัดหรือปรากฎร่างเด็กให้เห็น หรือมีเสียงเด็กให้ได้ยิน หรือปรากฏแก่ผู้ที่มานอนวัดเจดีย์แบบครึ่งหลับครึ่งตื่น

 

ราว พ.ศ.2543 ปีนั้นวัดนี้ไม่มีภิกษุจำพรรษา นายทหารจากกองทัพภาคที่ 4 นครศรีธรรมราช นำทหารมาปราบปรามผู้ก่อการร้ายแวะพักค้างคืนในเปลสนามที่ผูกติดกับต้นไม้ โดยไม่ได้บอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะนายทหารผู้นี้ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับวัดนี้มาก่อน ขณะทำท่าว่าจะหลับโดนเขกกบาลตกใจผงกหัวขึ้นมา เห็นเงาเด็กวิ่งหายไปในความมืด ท่านโดน 2-3 ครั้งต้องสั่งทหารเคลื่อนกำลังพลกลางดึก ปัจจุบัน (2553) ท่านผู้นี้ยังมีชีวิตและเล่าให้ใครต่อใครฟัง จากนั้นนามไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ก็ขจรขจายไปทั่วสารทิศ)
 

ก่อนหน้าที่นายทหารนำกำลังพลมาพักดังกล่าวแล้ว ที่วัดมีรูปแกะสลักทำด้วยไม้อยู่ในกุฏิ รูปแกะสลักมีความเป็นมาอย่างไร ท่านเจ้าอาวาสเล่าให้ฟังว่า…อยู่มาวันหนึ่ง ผู้ใหญ่เที่ยง เมืองอินทร์ ฆราวาสจอมขมังเวทผู้มีฉายาว่า"เที่ยง หักเหล็ก" (เพราะท่านมีอาคมแก่กล้าหักตะปู มีดพร้าได้) ท่านนำไม้ตะเคียนมาแกะสลักเป็นรูปคน แล้วอัญเชิญวิญญาณมาสิงสถิต และขนานนามรูปแกะสลักนั้นว่า"ไอ้ไข่วัดเจดีย์"

ดังนั้นนามเรียกขานประกอบด้วยคำสองคำ คือคำว่า"ไอ้"กับคำว่า"ไข่"รวมเป็น"ไอ้ไข่"คำนี้มีความหมายตามพจนานุกรมว่า ชื่อเพื่อนฝูงแสดงว่ามีความสนิทสนมมาก และไอ้ไข่ ท่านรับร่างไม้ที่ผู้ใหญ่เที่ยงแกะสลักให้ และรับนามนั้นด้วย

แต่บางคนเข้าใจว่าคำว่า "ไอ้" เป็นคำไม่สุภาพจึงใช้คำอื่นแทน เช่นน้องไข่ ตาไข่ ลุงไข่ ทวดไข่ ลูกไข่ หรือ ไข่ ซึ่งจะเป็นว่าหมายถึงผู้อื่นที่มิใช่ท่าน "ไอ้ไข่ วัดเจดีย์”

 

\"ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์\" ตำนานอภินิหารย์เทพแห่งสามัญชน ผู้กราบไหว้บูชา ขอพร บนบานศาลกล่าวได้โชคได้ลาภสมปราถนา!?

 

รูปแกะสลักด้วยไม้ดังกล่าวประดิษฐานอยู่ที่กุฏิ มีคนมากราบไหว้บูชา ขอพร บนบานศาลกล่าวขอให้มีโชคได้ลาภในการเสี่ยงดวงเล่นพนันขันต่อ หรือขอให้ช่วยเรียกคนให้มาซื้อของ หรือให้ทำยอดให้ได้ตามเป้า หรือของหายขอให้ช่วยหา หรือขอให้ช่วยปกป้องภัยนานา แล้วนำสิ่งของมาแก้บนมิไดเว้นแต่ละวัน ครั้นถึงวันสงกรานต์ 13-17 เมษายน ของทุกปีมีการจัดงานบุญ คณะกรรมการวัดนำรูปมาประดิษฐานยังปะรำพิธี ให้คนสรงน้ำพระแล้วอาบน้ำ ไอ้ไข่ ขอพรด้วยความเชื่อมั่น ศรัทธาใน “ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ : เทพแห่งสามัญชน"

ประเพณีที่น่าสนใจของวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่)

งานประเพณีให้ทานไฟ ประมาณเดือนมกราคม

งานประเพณีสงกรานต์ ประมาณวันที่ 12-16 เมษายน
 

ไอ้ไข่มีความเป็นมาเนิ่นนานก่อนที่วัดเจดีย์จะกลับมาเป็นวัดอีกครั้ง หลวงพ่อสนทนาว่า เมื่อก่อนเขาเรียกว่าเด็กวัดเฉยๆ เวลาบนบานสารกล่าวเขามักออกชื่อว่า "ท่านเจ้าวัดและเด็กวัดเจดีย์" คำว่าไอ้ไข่เพิ่งมาเรียกเอาตอนพ่อเที่ยงแกะสลักรูปไม้แล้ว เหตุผลว่า อาจารย์เที่ยงหรือผู้ใหญ่เที่ยงนิมิตว่ามีเด็กไปบอกให้สร้างรูปเมื่อประมาณปี พ.ศ.2523-24ในนิมิตเมื่อเห็นเด็กแก้ผ้าเปลื่อยกายกับพระจีวรสีคล้ำไปยืนให้เห็นในนิมิต และเอ่ยปากว่าแกะรูปเราให้ที เราจะได้มีที่อาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง ตาเที่ยงถามว่าใครหรือนี้ เด็กในนิมิตจึงบอกว่า"เราไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์" ตั้งแต่นั้นมาจึงได้รู้ว่าเด็กวัดนี้ชื่อ ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

ประสบการณ์


เรื่องที่1
อาจารย์สอนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ท่านมีผ้ายันต์ตาไข่ สีแดงของที่เข้าพิธีปีนี้ใส่ในกระเป๋า ตอนสอน นศ. และได้มี นศ. คนใต้คนนึ่งได้โขมยไปในตอนที่ อาจารย์เผลอได้ข่าวว่า นศ. คนนี่เล่นของเหมือนกัน และลูกค้าได้มาปรึกษาผม ผมบอกว่าเดี๋ยวลองไปอ่านเรื่องราวตาไข่ไม้ตะเคียนที่ผมลงให้จบ เดี๋ยวคุณก็ทราบว่าตาไข่ท่านสุดยอดที่สุดในกุมารเทพแล้ว และแล้วเมื่อเช้าและผมบอกว่าผ้ายันต์แท้ เดี๋ยวก็ได้กลับมา มันเอาไปได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวมันเจอดีแล้วจริงๆครับ มันก็เอามาคืนโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

เรื่องที่ 2
::ตาไข่ไม้ตะเคียน ไม้จากเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช (ของขุนพันธ์) ::
-กุมารไอ้ไข่ สร้างจากไม้ตะเคียนนี้ผมไม่มีปัญญาเช่าหรอกนะครับ เพราะถึงมีเงินไปวัดก็ใช่ว่าจะเช่าได้ ต้องเป็นคนในเท่านั้นที่จะเช่าได้โดยไม้ตะเคียนที่นำมาแกะตาไข่นี้เป็นไม้ที่ได้มาจาก"เสาหลักเมืองนครศรีฯ"เมื่อปีพ.ศ.2530
โดยมีท่าน พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช(ขุนพันธ์) ท่านได้เสกลงคาถาอย่างเต็มเปี่ยมลงในไม้ต้นนี้และไม้ที่ทำก็ได้มีลูกศิษย์เก็บใว้เพื่อนำมาแกะเป็น ตาไข่ในปี พ.ศ.2556 เพื่อหาปัจจัยทำบุญสร้างกุฏิตาไข่และเสนาสถานทั้ววัดเจดีย์นี้โดยผู้ที่ร่วมทอดกระถินกลองละ 3 หมื่นบาทเท่านั้นถึงจะได้ตาไข่ไม้แกะนี้ไปครับ
- ไม้ตะเคียนชิ้นนี้มีความสักศิษย์ถึงกระทั่งผู้ทรงศีลที่มีของมีครูในพื้นที่ซึ่งเป็นศิษย์พ่อขุนพันธ์ถึงกับหงายหลังเมื่อได้จับไม้ตะเคียนชิ้นนี้ เพราะแรงสุดๆจนต้องนำสายศิลมาผูกที่ข้อแขนกันของเข้าตัวเองถึงยังไงก็ยังเอาไม่อยู่ครับพอท่านเรียกของของนั้นกลับมีพลังแรงเหนือคะนานับ
-หลังจากนั้นก็ได้ขออนุญาติบวงสรวงให้ได้มีการสร้างในปีนี้เช่นกัน2556
"ช่างไม้คนแรก"
หลังจากนั้นก็ได้มีคนนำไปแกะซึ่งช่างคนแรกฝีมือดี แต่เมื่อลงมือแกะ ก็มีอาการปวดหัวอย่างมากลูกเมียไม่สบายทั้งบ้าน พอลงมือทีไรก็ปวดหัวแทบแตก รุ่นเช้าช่างคนแรกเลยส่งไม้คืนและเชื่อกันว่าตาไข่ไม่ยอมให้ช่างคนนี้แกะ เพราะอาจจะสกปรก เช่น ติดตาหรือทำตัวไม่ดีมีใจสกปรก เมื่อนำไม้มาคืน ก็หายป่วยทั้งบ้านเลยครับ
"ช่างไม้คนที่2"
เมื่อช่างคนที่สองแกะเป็นเด็กหนุ่มก็แกะได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ เพราะเหมือนท่านจะอนุญาติแล้วครับ
หลังจากเสร็จเรียบร้อยทางผู้สร้างซึ่งเป็นศิษย์เชื่อสายพ่อขุนพันธ์ ท่านได้กล่าวว่า ตาไข่ท่านพาเทพมาเยอะมาอยู่ในไม้ในวัตถุมงคลต่างๆมากเพราะฉนั้นมงคลเต็มๆเหรียญเต็มไม้และเต็มองค์แน่นอนครับ
ก่อนหน้าที่ผมจะเจอรุ่นนี้โดยบังเอินผมฝันเห็นพ่อขุนพันธ์ สับไม้ถ่อน แต่เป็นไม้เสาบ้านนะครับแล้วไล้เราออกไปอย่างดุดัน แล้วเราก็ออกไปเจอวัวกระทิง มาวิ่งไล่ขวิดลูกชายผมลูกผมหลบทัน แล้วมาขวิดผม ผมก็พูดดีๆ วัวนั้นก็สงบลงทันดีและพ่อขุนพันธ์ท่านก็เรียกมาหาแล้วดูท่านเลื่อยไม้ต่อครับ และเจอผ้ายันต์แดงๆมีเลขด้วย แต่จำไม่ได่จริงๆ
แล้วพอช่วงบ่ายของวันนี้ วันที่ 3พค 56 ผมได้มารับรูปหล่อเนื้อเงินตาไข่วัดเจดีย์ ที่ผมได้ขอเช่ามาจากคนที่เขาจองมาจากวัด 1 องค์ผมก็เจอคนที่เขาเอา ตาไข่ ไม้ตะเคียนมาเลี่ยมกรอบ ผมเลยขอเขาดูและขอถ่ายรูปมาให้ท่านใด้ชมกันเป็นบุญตาครับ

 

เรื่องที่ 3
วันที่ 16เมษายน 56 เจอกับตัวคือ ขับรถไป กับเพื่อน เพื่อนที่เคยบูชาและยังขาดความเชื่อเรื่องกุมารเลยแต่พอมาก็เช่าเหรียญไป1เหรียญเล็กๆ กลับบ้านไป ถูกล๊อตตารี้2ตัว เฉยเลยทั้งๆที่ ตอนซื้อเก็บใว้ที่บ้านแน่ใจมากว่าไม่ใช่เลย 86 แต่เมื่อกลับไปที่บ้านก็ออก 86จริง(วันที่ไปวัดเป็นวันที่ 16 พอดี แต่กลับมาดุเลขในตอนเย็น)ออก 86 ส่วนผมเลขรถ 46 รางวัลที่1ก็ 846 (16 เมษา 56) แต่ผมไม่ซื้อเลยอด

 

เรื่องที่ 4
คือเมื่อที่ผมได้บูชาตาไข่วัดเจดีย์ ปี 56 องค์บูชา 16 นิ้ว มาใว้ในบ้านก็ลองบนดุว่าหากมีเงินเข้าจากการขายของก่อน 10 โมง(เพราะปกติจะเข้าตอนบ่าย)และก็เข้าจริงๆครับ 10 โมงแป๊ะ ผมก็แก้บนด้วยผ้าสามสีทำเป็นกางเกงห่ออวัยวะเพศให้ทันที และในคืนนั้นนี้เอง
ผมได้ฝันเห็นท่านมาเป็นรูปหล่อแบบที่ผมเช่ามาแล้วท่านยืนอยู่หน้าชายหาด มีผ้าสามสีที่ติดอยู่ด้วย แล้วประนมมืออยู่ ท่านบอกว่าเดี๋ยวจะเรื่องลม ฝน คลื่นยักมานะ แล้วก็มาอย่างโหมกระหน่ำ เริ่มจากฝัน ลมและมาคลื่นมาหนักมาก แล้วท่านบอกว่า ลงไปเลยลูก มึงจะไม่ตายหรอกเอาเหรียญกูไปให้มัน ทันใดนั้นผมก็มองลงไปในทะเลแล้วเจอเพื่อนผมที่กำลังจะเป็นครูในสามจังหวัด กำลังพายเรื่ออยู่ ผมบอกตาไข่ว่าไม่กล้าลง แล้วผมก็ตื่น แล้วผมก็รีบนำเหรียญรุ่นรับทรัพย์ปี 56 นี้ไปให้เพื่อนบูชา จากที่เขากลัวผีมาก แต่คราวนี้เขารับเฉยเลยอย่างมั่นใจแบบว่าพร้อมจะบูชาอย่างสนิดใจแล้วเพื่อนผมบอกว่าตั่งแต่มีตาไข่ ก้รู้สึกนอนหลับสบายมากสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

 

เรื่องที่5
ผมได้มอบเหรียญตาไข่ถวายให้พระอาจารย์ท่านนึง แล้วท่านก็บอกกับเหรียญเม็ดแตงตาไข่ว่า อยากได้มาบูชาอีก แล้วก็มีคนมาถวายอีกจริงๆครับ
"มาว่ากันเรื่องการบูชาบ้างครับ"
ทางวัดบอกว่า ขนมหวาน น้ำ ได้หมด แต่ที่ควรบูชาที่ท่านชอบคือ น้ำแดง และขนมเปี๊ย จะดีมาก และไม่ควรถวายของแก้บนหรือบนบานในวัน
 

ของที่นิยมนำมาเป็นของแก้บนคือ
1.ไก่ชน แบบปูน
2.ชุดทหาร
3.หนังสติก เป็นต้น
4.ประทัด
จุดทูป 3 ดอก บูชา แต่ถ้าแก้บนจุด1ดอก ตามคำบอกเล่าของกรรมการวัด

 

เรียบเรียงโดย ศิรินทิพย์  ยุติกะ สำนักข่าวทีนิวส์

ขอบคุณ เฟชบุ๊ค โอ๋ เหนือคลอง มงคลเทพ และ http://www.chonburiindex.com