- 20 ส.ค. 2569
หลายคนทุ่มเททั้งคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างหนัก แต่น้ำหนักเจ้ากรรมกลับ static ไม่ยอมลดลงแม้แต่น้อย อย่าเพิ่งท้อหรือโทษตัวเองว่าพยายามไม่พอ
ปัญหาการ ลดน้ำหนักไม่ลง หรือเกิดภาวะ โยโย่อีฟเฟกต์ (Yoyo Effect) ถือเป็นเรื่องบั่นทอนกำลังใจของคนรักสุขภาพอย่างมาก ซึ่งในความเป็นจริง โรคอ้วน ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องรูปร่างและความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังเป็นชนวนเหตุสำคัญของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ ภาวะอ้วนจากความผิดปกติของฮอร์โมน (Hormonal Obesity)
ฮอร์โมน 5 ชนิด ตัวการทำน้ำหนักค้าง
ฮอร์โมนเปรียบเสมือนระบบตัวควบคุมการทำงานของร่างกาย หากเกิดความไม่สมดุล จะส่งผลต่อความหิว ความอิ่ม และการสะสมไขมันทันที
1.ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin): หากมีภาวะดื้ออินซูลิน ร่างกายจะเร่งการสะสมไขมัน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง
2.ฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid Hormone): ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) ส่งผลให้ระบบเผาผลาญลดลง อ่อนเพลียง่าย และน้ำหนักขึ้นไว
3.ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol): ฮอร์โมนความเครียดสะสมที่เร่งการเก็บไขมันช่องท้องและกระตุ้นความอยากอาหาร
4.ฮอร์โมนเพศ (Estrogen / Progesterone): การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน ส่งผลให้ไขมันสะสมในช่องท้องเพิ่มขึ้น
5.ฮอร์โมนเลปติน (Leptin): หากเกิดภาวะดื้อฮอร์โมนเลปติน ร่างกายจะไม่รับรู้ความอิ่ม ทำให้รู้สึกหิวตลอดเวลา
เช็กสัญญาณเตือน "อ้วนเพราะฮอร์โมน"
- น้ำหนักพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ไม่ได้ทานอาหารเพิ่มขึ้น
- ไขมันสะสมเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง
- ใบหน้ากลมแดง มีรอยแตกลายสีม่วงบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน หรือต้นขา
- มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือมีบุตรยาก
- ลดน้ำหนักอย่างไรก็ไม่เห็นผล แม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเข้มงวด
คนทำงานยุคใหม่ กลุ่มเสี่ยงฮอร์โมนรวน
พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทำงานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการนอนดึก นั่งทำงานหน้าจอนาน ความเครียดสะสม ทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือการดื่มกาแฟและเครื่องดื่มหวานเป็นประจำ ล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้ฮอร์โมนคอร์ติซอล อินซูลิน และเมลานินแปรปรวน ส่งผลให้ระบบเผาผลาญล้มเหลวโดยไม่รู้ตัว
สำหรับการรักษาภาวะอ้วนจากฮอร์โมน แพทย์เฉพาะทางจะทำการเจาะเลือดประเมินระดับฮอร์โมนและระดับน้ำตาลอย่างละเอียด ก่อนวางแผนปรับสมดุลฮอร์โมน จัดโปรแกรมโภชนาการและการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล รวมถึงพิจารณาการใช้ยา หัตถการส่องกล้อง หรือการผ่าตัดลดน้ำหนักตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัยและยั่งยืน
แหล่งที่มาอ้างอิง
พญ.ชมพูนุช ศักดิ์จิรพาพงษ์ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวาน, ระบบต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลพญาไท 2
