- 22 เม.ย. 2569
"หมอเจด" เตือนเอง 6 อาหารและเครื่องดื่มที่คิดว่าดี แต่กลายเป็นตัวกระตุ้นกรดยูริกสูงขึ้นแบบไม่รู้ตัว หลายคนกินทุกวัน
วันที่ 22 เม.ย. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผย 6 อาหารที่คิดว่าดี แต่กรดยูริกพุ่งสูงแบบไม่รู้ตัว โดยระบุว่า
หลายคนระวังของต้องห้ามชัด ๆ อย่างเครื่องใน หรืออาหารทะเลบางชนิดแล้ว แต่สิ่งที่พลาดคือ "อาหารที่ดูปกติ" กินได้ทุกวัน แต่กลับทำให้กรดยูริกสูงขึ้นแบบไม่รู้ตัว เพราะบางอย่างไม่ได้มีพิวรีนสูงอย่างเดียว แต่ไปกระตุ้นการสร้างยูริกในร่างกายเพิ่มขึ้นด้วย ผมสรุปให้ 6 อย่างที่เจอบ่อยมากครับ
1. น้ำผลไม้ (โดยเฉพาะหวานจัด)
หลายคนคิดว่าดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าเป็นน้ำผลไม้ที่หวานมาก จะมีฟรุกโตสสูง ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดยูริกเพิ่มขึ้นโดยตรง ดื่มง่าย ได้พลังงานเร็ว แต่ยูริกก็พุ่งเร็วตามไปด้วย โดยเฉพาะถ้าดื่มแทนผลไม้สดเป็นประจำ นอกจากนี้ยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งเร็ว ส่งผลต่ออินซูลิน และยิ่งไปลดการขับยูริกออกจากร่างกาย ทำให้สะสมมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
2. น้ำอัดลม / น้ำหวาน
เครื่องดื่มกลุ่มนี้เป็นตัวเร่งยูริกแบบชัดเจน เพราะมีน้ำตาลฟรุกโตสสูง ทำให้ร่างกายผลิตกรดยูริกเพิ่ม และยังไปลดการขับยูริกออกทางไต ยิ่งดื่มบ่อย ยิ่งสะสม และเพิ่มความเสี่ยงเก๊าท์กำเริบ ยิ่งถ้าดื่มแทนน้ำเปล่าในชีวิตประจำวัน จะยิ่งทำให้ระดับยูริกไม่เคยลดลงจริง และเพิ่มภาระทั้งไตและระบบเผาผลาญในระยะยาว
3. ขนมปังขาว / แป้งขัดขาว
แม้จะไม่ใช่อาหารพิวรีนสูง แต่แป้งขัดขาวทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นเร็ว กระตุ้นอินซูลิน ซึ่งส่งผลให้ร่างกายขับกรดยูริกได้น้อยลง ทำให้ยูริกสะสมง่ายขึ้น ยิ่งกินบ่อย ยิ่งควบคุมยาก นอกจากนี้ยังทำให้หิวง่าย กินจุกจิกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พลังงานเกิน และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลินร่วมด้วย
4. เนื้อสัตว์บางชนิดที่กินมากและบ่อยเกินไป
เช่น หมู ไก่ แม้จะไม่สูงเท่าเครื่องใน แต่ถ้ากินปริมาณมากและบ่อย จะสะสมพิวรีนได้เหมือนกันครับ โดยเฉพาะการกินซ้ำทุกมื้อ จะทำให้ร่างกายต้องจัดการของเสียมากขึ้น และเพิ่มระดับยูริกแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงการปรุงแบบทอดหรือมันจัด จะยิ่งเพิ่มการอักเสบและภาระของร่างกายมากขึ้นไปอีก
5. ถั่วบางชนิดที่กินมากเกินไป
ถั่วเป็นอาหารที่ดี แต่บางชนิดมีพิวรีนปานกลาง เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วลูกไก่ หรือถั่วเลนทิล ถ้ากินปริมาณเล็กน้อยยังถือว่าปลอดภัยครับ แต่ถ้ากินเกิน เช่น ถั่วลิสงเกิน 1 กำมือใหญ่ ประมาณ 40–50 กรัมขึ้นไป หรือเต้าหู้มากกว่า 150–200 กรัมต่อวัน อาจเริ่มทำให้ระดับยูริกขยับขึ้นได้ในบางคน โดยเฉพาะถ้าร่างกายขับยูริกได้ไม่ดี หรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วมอย่างน้ำตาลสูงหรือไขมันสะสม ยิ่งถ้ากินซ้ำหลายมื้อในวันเดียว เช่น มีทั้งนมถั่วเหลือง เต้าหู้ และถั่วเป็นของว่าง จะทำให้พิวรีนสะสมแบบไม่รู้ตัว อาจทำให้ระดับยูริกเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.3–1.0 mg/dL ในบางคนเลยนะ ดังนั้นควรกระจายปริมาณ ไม่กินซ้ำ และเน้น "พอดี" จะช่วยคุมยูริกได้ดีกว่าในระยะยาว
6. เครื่องดื่มชูกำลัง / กาแฟหวาน
หลายคนใช้แก้ง่วง แต่เครื่องดื่มกลุ่มนี้มักมีน้ำตาลสูง หรือมีส่วนผสมที่กระตุ้นการเผาผลาญแบบผิดจังหวะ ทำให้ยูริกเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยิ่งดื่มทุกวัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงสะสม อีกทั้งยังส่งผลต่อหัวใจ ความดัน และระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายด้านพร้อมกัน
แล้วควรกินแบบไหนให้ยูริกไม่พุ่ง
โห.. หมอแล้วแบบนี้กินอะไรได้บ้าง? ต้องบอกก่อนว่าอาหารที่ผมบอกไปคืออาหารที่ทุกคนกินทุกวันในปริมาณที่มากเกินพอดี ยิ่งหลาย ๆ มื้อรวมกันก็ทำยูริกพุ่งสูงได้ไม่รู้ตัวเลย สำคัญคือการควบคุมปริมาณให้ "พอดี" ลองทำตามนี้ดู
- เลือกผลไม้สดแทนน้ำผลไม้
- ลดน้ำตาล และเครื่องดื่มหวาน
- กินโปรตีนในปริมาณพอดี ไม่มากเกินไป
- เพิ่มผัก และอาหารที่ช่วยลดการอักเสบ
ใจความสำคัญของเรื่องนี้ไม่แค่เรื่องอาหาร เพราะอาหารบางอย่างไม่ได้ "อันตรายชัดเจน" แต่ถ้าเรากินผิดแบบ หรือปริมาณที่มากเกินไป จะกลายเป็นตัวกระตุ้นยูริกได้แบบเงียบ ๆ หลายคนพลาดตรงความเคยชิน กินซ้ำ ๆ ทุกวันโดยไม่รู้ตัว การคุมกรดยูริกจึงต้องดูทั้งปริมาณ ความถี่ และรูปแบบการกินร่วมกัน ถ้าปรับได้ถูก ยูริกจะค่อย ๆ ลดลง และลดโอกาสเก๊าท์กำเริบได้จริงในระยะยาว
ขอบคุณ FB : หมอเจด






