- 03 มิ.ย. 2569
"หมอเจด" เตือนแล้ว ความดันเท่าไหร่ เสี่ยงหลอดเลือดพัง โรคหัวใจ สโตรก ถ้าคุมไม่ดีสามารถกระทบหัวใจ ไต และสมองได้โดยตรง
วันที่ 3 มิ.ย. 2569 หมอเจด นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ เผยว่า ความดันเท่าไหร่ เสี่ยงหลอดเลือดพัง โรคหัวใจ สโตรก โดยระบุว่า หลายคนวัดความดันได้ 130 กว่า ๆ แล้วสบายใจ เพราะคิดว่ายังไม่ถึง 140 ยังไม่ต้องทำอะไร แต่ในทางแพทย์ เส้นเลือดไม่ได้รอให้ถึง 140 ก่อนแล้วค่อยพังครับ ความดันยิ่งสูงนาน แรงดันในหลอดเลือดหรือ vascular pressure ยิ่งกระแทกผนังหลอดเลือดมากขึ้น
ผนังหลอดเลือดด้านในที่เรียกว่า endothelium เริ่มอักเสบ แข็งตัว และเสียความยืดหยุ่น พอปล่อยนาน ๆ มันไม่ใช่แค่ตัวเลขสูง แต่มันคือจุดเริ่มของหลอดเลือดตีบ หัวใจโต ไตเสื่อม และสโตรก ความดันสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและสโตรก และถ้าคุมไม่ดีสามารถกระทบหัวใจ ไต และสมองได้โดยตรง
120 ขึ้นไป คือช่วงที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเหลือง
ถ้าความดันตัวบนอยู่ 120–129 และตัวล่างยังต่ำกว่า 80 หลายแนวทางถือว่าเป็นกลุ่มเริ่มสูง หรือ elevated blood pressure ครับ ระดับนี้ยังไม่ใช่จุดที่ต้องตกใจ แต่ไม่ใช่เลขที่ควรมองข้าม โดยเฉพาะถ้ามีพุง น้ำตาลเริ่มสูง ไขมันสูง สูบบุหรี่ นอนน้อย หรือไม่ออกกำลังกาย
เพราะทั้งหมดนี้ทำให้หลอดเลือดอักเสบง่ายขึ้น พอความดันเริ่มดันซ้ำ ๆ ทุกวัน ผนังหลอดเลือดจะเริ่มเสียความยืดหยุ่น แบบนี้ยังมีโอกาสดึงกลับได้ด้วยการลดเค็ม ลดน้ำหนัก ขยับตัว และนอนให้พอ
130 ขึ้นไป คือจุดที่หลายคนไม่มีอาการ แต่หลอดเลือดเริ่มรับแรงจริง
ความดันตัวบน 130–139 หรือค่าตัวล่าง 80–89 ในแนวทางอเมริกาเข้ากลุ่ม Stage 1 hypertension แล้วครับ จุดนี้คนส่วนใหญ่ยังไม่ปวดหัว ไม่มึน ไม่รู้สึกอะไร แต่ความเสี่ยงเริ่มขยับ เพราะแรงดันที่สูงขึ้นทำให้หลอดเลือดเกิด endothelial dysfunction หรือผนังหลอดเลือดทำงานแย่ลง
หลอดเลือดเริ่มหดเกร็งง่าย ไขมันเกาะง่าย เกิดคราบไขมันหรือ atherosclerotic plaque ได้ง่ายขึ้น ถ้ามีเบาหวาน ไตเสื่อม ไขมันสูง สูบบุหรี่ หรือประวัติครอบครัวโรคหัวใจ ช่วง 130 กว่า ๆ ไม่ใช่เลขให้ชิลแล้ว หลายแนวทางแนะนำให้ประเมินความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดร่วมด้วย ไม่ใช่ดูความดันโดด ๆ
140 ขึ้นไป คือความดันที่เริ่มเข้าเขตโรคชัดเจนในหลายมาตรฐาน
ถ้าวัดซ้ำหลายวันแล้วยังประมาณ 140/90 mmHg ขึ้นไป นี่คือระดับที่หลายแนวทางทั่วโลกยังใช้เป็นเกณฑ์สำคัญของความดันสูงครับ ESC 2024 ยังยึดนิยามความดันสูงในคลินิกที่ ≥140/90 mmHg ระดับนี้ถ้าปล่อยนาน ๆ หลอดเลือดจะเกิด arterial stiffness หรือหลอดเลือดแข็ง
หัวใจต้องบีบเลือดสู้แรงต้านมากขึ้นจนเกิด left ventricular hypertrophy หรือกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ไตถูกแรงดันกระแทกที่หน่วยกรองจนเกิดโปรตีนรั่วและค่าไตตก สมองก็เสี่ยงทั้งหลอดเลือดตีบและแตกได้ ยิ่งสูงทุกวันแต่ไม่มีอาการ ยิ่งอันตราย เพราะมันทำลายแบบเงียบ ๆ
180/120 ขึ้นไป ต้องแยกให้ได้ว่าเป็นภาวะฉุกเฉินหรือไม่
ถ้าวัดได้ประมาณ 180/120 mmHg ขึ้นไป ให้พัก 5 นาทีแล้ววัดซ้ำ ถ้ายังสูงมาก ต้องดูอาการร่วมทันทีครับ ถ้ามีเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย ปวดหัวรุนแรง แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ตามัว สับสน หรือปวดหลังรุนแรง
อันนี้อาจเป็น hypertensive emergency คือความดันสูงร่วมกับอวัยวะสำคัญเริ่มเสียหาย ต้องไปโรงพยาบาลทันที ไม่ใช่นอนรอดูอาการอยู่บ้าน AHA ระบุว่าความดันสูงกว่า 180 และ/หรือ 120 ร่วมกับอาการอย่างเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ชา อ่อนแรง ตามัว หรือพูดลำบาก อาจเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิตได้
แล้วความดันต่ำมาก ๆ ปลอดภัยกว่าเสมอไหม?
ไม่เสมอ ความดันต่ำบางคนเป็นพื้นฐานของร่างกาย ถ้าไม่มีอาการก็อาจไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าต่ำจนหน้ามืด วูบ เป็นลม ใจสั่น เหนื่อยง่าย มือเท้าเย็น หรือยืนแล้วจะล้ม ต้องหาสาเหตุ เพราะอาจเกี่ยวกับขาดน้ำ เลือดจาง ยาลดความดันเกินขนาด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือการเสียเลือดได้ หลักคือไม่ใช่ยิ่งต่ำยิ่งดี แต่ต้องเป็นค่าที่เลือดไปเลี้ยงสมอง หัวใจ ไต ได้พอ และไม่มีอาการครับ
ถ้าความดันเริ่มสูง ต้องเริ่มจากอะไร?
- วัดให้ถูกก่อน นั่งพัก 5 นาที หลังพิงพนัก เท้าวางพื้น ไม่ไขว่ห้าง วางแขนระดับหัวใจ และไม่คุยตอนวัด
- ก่อนวัด 30 นาที เลี่ยงกาแฟ บุหรี่ แอลกอฮอล์ และออกกำลังกายหนัก เพราะทำให้ค่าเพี้ยนขึ้นได้
- วัดซ้ำหลายวันแล้วจดค่า อย่าตัดสินจากครั้งเดียว โดยเฉพาะคนที่วัดที่โรงพยาบาลแล้วสูงจากความตื่นเต้น หรือ white coat effect
- ลดโซเดียมก่อน น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงปรุงรส น้ำจิ้ม อาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือแหล่งโซเดียมที่ทำให้ความดันขึ้นได้ง่าย
- ลดพุงถ้าน้ำหนักเกิน ไขมันหน้าท้องทำให้ดื้ออินซูลิน อักเสบ และหลอดเลือดแข็งง่ายขึ้น แค่ลดน้ำหนักลงบางส่วน ความดันก็มักดีขึ้น
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือฝึกแรงต้าน ช่วยให้หลอดเลือดสร้าง nitric oxide ดีขึ้น หลอดเลือดคลายตัวได้ดีขึ้น
- นอนให้พอและเช็กกรน ถ้ากรนดัง หยุดหายใจตอนหลับ หรือตื่นมาไม่สดชื่น ต้องระวัง sleep apnea เพราะทำให้ความดันคุมยาก
- ถ้าวัดซ้ำแล้วยังสูง หรือมีโรคเสี่ยง เช่น เบาหวาน ไตเสื่อม ไขมันสูง โรคหัวใจ หรือเคยสโตรก ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน ไม่ต้องรอให้ปวดหัวก่อน
สรุปเลยนะว่า 120 กว่า ๆ คือสัญญาณให้เริ่มดูแล, 130 กว่า ๆ คือหลอดเลือดเริ่มรับแรงมากขึ้น, 140 ขึ้นไปคือระดับที่ต้องจริงจัง, 180/120 ขึ้นไปพร้อมอาการคือภาวะฉุกเฉิน ส่วนความดันต่ำมากก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย ถ้ามีหน้ามืด วูบ เป็นลม ต้องตรวจครับ ความดันไม่ได้ทำร้ายเราด้วยความรู้สึก แต่มันทำร้ายด้วยแรงดันที่กระแทกเส้นเลือดซ้ำ ๆ ทุกวัน
ขอบคุณ FB : หมอเจด
