หมอเฉลยเอง "เด็กติดจอแบบไหน เสี่ยงโรคทางจิต" หลายคนไม่เคยรู้

"อาจารย์หมอสุรัตน์" หมอสมองชื่อดัง เตือน! เด็กติดหน้าจอไม่ใช่วัดแค่ชั่วโมงเล่น ชี้พฤติกรรม "เสพติด" เสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตมากกว่า

"อาจารย์หมอสุรัตน์" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ ระบุว่า

เด็กติดหน้าจอแบบไหน เสี่ยงโรคทางจิต

ไปไหน ก็เห็นสังคมก้มหน้า ผู้ใหญ่ เด็ก คนชรา เป็นหมด

หลังสู้ฟ้า หน้าสู้จอ

แต่ที่น่ากังวล คือเด็ก ที่สมองกำลังโต หรือ การใช้ มือถือ ในการก้าวไปอีกโลกหนึ่ง

ส่วนวัยชรา ความกังวล คือ เล่นมือถือ แล้ว ถูกหลอก หรือไม่ก็ไม่ได้มีกิจกรรมอื่น ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า

มีเด็กวัยรุ่นจำนวน พฤติกรรมคือ การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างรวดเร็วราว แบบอัตโนมัติ ย้างเปิดเกม บ้างไถโซเชียล บางคนตอบแชต ไม่ก็ดูคลิปซ้ำ ๆ ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ วนๆ โดยแทบไม่รู้ตัวว่าเวลามันถูกกลืนกินไปกี่ชั่วโมงแล้ว

มาตรการจำกัดเวลาเล่นมือถือ คือมาตรการที่ผู้ใหญ่ใช้บ่อย เด็กหลายคน กระวนกระวาย โวยวาย บางคนต่อต้าน แต่เฉยๆ

มองเชิงพฤติกรรมลึกลงไป มือถือ อาจเป็นพื้นที่เดียวที่เขารู้สึกว่าตัวเองยังควบคุมอะไรบางอย่างได้ หนีจากความกดดันในโรงเรียนได้ ไม่ต้องตอบคำถามยาก ๆ ของผู้ใหญ่ เป็นที่ที่เขายังรู้สึกว่ามีใครบางคนมองเห็นเขาอยู่ แม้จะผ่านหน้าจอก็ตาม

...

มีงานวิจัยเยอะเรื่องนี้ แต่ที่ตีพิมพ์ใหม่นี่ น่าสนใจ

งานวิจัยสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA เมื่อปี 2025 ได้มีข้อมูลที่ศึกษาพฤติกรรมติดหน้าจอ กับสุขภาพจิต

งานวิจัยดังกล่าวติดตามเยาวชนสหรัฐฯ 4,285 คน ตั้งแต่วัยเด็กตอนปลายไปจนเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น

โดยนักวิจัยไม่ได้สนใจเพียงว่าเด็กใช้หน้าจอวันละกี่ชั่วโมง แต่พยายามทำความเข้าใจ “ลักษณะความสัมพันธ์ของเด็กกับหน้าจอ” ว่ามีลักษณะของการใช้แบบเสพติดหรือไม่ เช่น เด็กหยุดใช้ได้ยากหรือไม่ คิดถึงการใช้อยู่ตลอดเวลาหรือไม่ พยายามลดแล้วแต่ทำไม่ได้หรือไม่ รู้สึกกระสับกระส่าย หงุดหงิด หรือทุกข์ใจเมื่อไม่ได้ใช้หรือไม่

และที่สำคัญ เด็กใช้หน้าจอเพื่อหลบหนีความเครียด ความเศร้า หรือความทุกข์ในชีวิตจริงหรือไม่

ผลการศึกษาก็น่าสนใจ คือ

“เวลาหน้าจอรวม” ไม่ได้เป็นตัวแปรหลักที่สัมพันธ์ชัดเจนกับความคิดฆ่าตัวตายหรือพฤติกรรมฆ่าตัวตายในเยาวชน

แต่ “พฤติกรรมใช้หน้าจอแบบเสพติด” กลับมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกว่า

เด็กที่มีแนวโน้มติดโซเชียลมีเดียในระดับสูง หรือมีรูปแบบการใช้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีความเสี่ยงต่อพฤติกรรมฆ่าตัวตายสูงกว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำประมาณ 2 เท่าขึ้นไป

เด็กที่มีแนวโน้มติดโทรศัพท์มือถือในระดับสูงก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ขณะที่การติดวิดีโอเกมสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้า วิตกกังวล ความรู้สึกไร้ค่า และปัญหาทางอารมณ์ที่ถูกเก็บไว้ข้างในมากขึ้น

....

สิ่งที่งานวิจัยนี้ ไม่ได้บอกว่า หน้าจอไม่สำคัญนะหรือเราปล่อยให้เด็กใช้เท่าไรก็ได้ free style

แต่เตือนว่า การมองเพียงจำนวนชั่วโมงอาจทำให้เราพลาดประเด็นอื่นที่สำคัญกว่า

เด็กสองคนอาจใช้มือถือวันละสามชั่วโมงเท่ากัน แต่เด็กคนหนึ่งยังนอนหลับเพียงพอ ยังเรียนได้ ยังพูดคุยกับครอบครัว ยังมีเพื่อน ยังมีความสุขกับกิจกรรมนอกจอ และเมื่อถึงเวลาต้องวางก็วางได้

ในขณะที่เด็กอีกคนหนึ่งใช้เวลาเท่ากัน แต่ถ้าถูกขัดจังหวะจะระเบิดอารมณ์ รู้สึกเหมือนโลกพัง นอนไม่หลับ ไม่อยากไปโรงเรียน เก็บตัวมากขึ้น และใช้หน้าจอเป็นทางหนีเดียวจากความทุกข์ที่เขาไม่สามารถพูดออกมาได้

สองกรณีนี้ไม่เหมือนกันเลย แม้ตัวเลขชั่วโมงหน้าจอจะเท่ากันก็ตาม

นี่คือเหตุผลที่การยึดมือถือหรือจำกัดเวลาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และในบางกรณีอาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น เพราะสำหรับเด็กบางคน หน้าจอไม่ได้เป็นแค่ความบันเทิง แต่เป็นกลไกเอาตัวรอดทางอารมณ์

เด็กบางคนเล่นเกมเพราะในชีวิตจริงเขารู้สึกแพ้ตลอดเวลา แต่ในเกมเขายังรู้สึกว่าตัวเองชนะได้

เด็กบางคนใช้โซเชียลมีเดียเพราะในบ้านไม่มีใครฟัง แต่ในโลกออนไลน์ยังมีคนกดไลก์หรือส่งข้อความหา

เด็กบางคนดูคลิปต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เพราะความเงียบในห้องนอนทำให้เขาต้องเผชิญกับความคิดของตัวเองมากเกินไป

...

แน่นอนว่าโลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยเสมอไป และการใช้หน้าจอมากเกินไปย่อมมีผลต่อการนอน สมาธิ การเรียน ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิตของเด็ก

ถ้าเราต้องการช่วยเด็กจริง ๆ ต้องตั้งคำถามให้ลึกกว่านี้ สำคัญมากกว่าเวลาที่ใช้เล่น

เช่น

“ทำไมลูกเล่นนานขนาดนี้” เป็น “มีอะไรในชีวิตจริงที่ทำให้ลูกไม่อยากอยู่กับมันหรือเปล่า”

หลายกรณี พฤติกรรมติดหน้าจอ คือ สัญญาณเตือน แต่ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

กติกาการจำกัดการเล่นมือถือ ยังจำเป็นไหม

ยังจำเป็น

แต่กติกาที่มีประสิทธิภาพควรยืนอยู่บนความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

เด็กควรรู้ว่า พ่อแม่ไม่ได้ต้องการแย่งสิ่งเดียวที่เขาพึ่งพาออกไปโดยไม่เข้าใจ แต่กำลังพยายามช่วยให้เขามีชีวิตที่สมดุลขึ้น

การพูดคุยจึงไม่ควรเริ่มจากการกล่าวหา เช่น “วัน ๆ เอาแต่เล่นมือถือ”

อาจเริ่มจากประโยคที่เปิดพื้นที่มากกว่า เช่น

“ช่วงนี้พ่อแม่รู้สึกว่าลูกเหนื่อยและหงุดหงิดง่ายขึ้น มีอะไรที่อยากเล่าไหม” หรือ

“มือถือช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้นจากเรื่องอะไร”

นี่อาจเป็นการเปิดประตูบานแรก

เราต้องเรียนรู้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปีศาจ และเด็กที่ใช้หน้าจอมากก็ไม่ได้แปลว่าเป็นเด็กมีปัญหาเสมอไป

หน้าจออาจเป็นที่พึ่งทางอารมณ์เพียงแห่งเดียว เมื่อเด็กหยุดไม่ได้แม้ชีวิตจะเสียสมดุล

เมื่อการถูกตัดจากหน้าจอทำให้เขารู้สึกเหมือนหมดทางออก นั่นคือเวลาที่ผู้ใหญ่ต้องมองลึกกว่าคำว่า “ติดมือถือ”

เอาหละ การใส่ใจ สุขภาพจิตนี้สำคัญ

บางทีเรา อาจไม่ได้ มีความรู้ในการจัดการ

หากเด็กหรือวัยรุ่นพูดถึงการไม่อยากมีชีวิตอยู่ ทำร้ายตัวเอง หรือมีพฤติกรรมเสี่ยง อย่ารอให้ปัญหาผ่านไปเอง ควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อขอคำปรึกษา ได้ ครับ

ผศ นพ สุรัตน์ ตันประเวช