หมอ ยกเคส "เติ้ล ตะวัน" ป่วยไขมันพอกตับระยะรุนแรง เกิดจากอะไร

"หมอเจด" ยกเคสนักแสดงดัง "เติ้ล ตะวัน" ป่วยเป็นไขมันพอกตับระยะรุนแรงเกิดจากอะไร ภัยเงียบหลายคนเป็นแล้วไม่รู้ตัว

ก่อนหน้านี้นักแสดงดัง เติ้ล ตะวัน จารุจินดา ได้เปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง one31 เผยเคยป่วยเป็นไขมันพอกตับระยะสุดท้าย หวิดเป็นตับแข็ง

 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุดวันนี้ 15 ก.ค. 2569 หมอเจด นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ ยกเคส  เติ้ล ตะวัน โดยระบุว่า

 

หมอ ยกเคส เติ้ล ตะวัน ป่วยไขมันพอกตับระยะสุดท้าย เกิดจากอะไร

ข่าวของ เติ้ล ตะวัน เป็นเรื่องที่ผมอยากให้หลายคนหยุดฟังจริง ๆ เพราะเขาไม่ได้เริ่มจากการป่วยหนัก ไม่ได้ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีอาการตับพังชัด ๆ แต่เดิมตั้งใจจะไปดูดไขมัน พอตรวจเลือดก่อนทำ กลับพบค่าผิดปกติหลายอย่าง จนแพทย์วินิจฉัยว่าเป็น ไขมันพอกตับระยะรุนแรง และเตือนว่าถ้าไม่รีบลดน้ำหนัก อาจเสี่ยงพัฒนาไปเป็น ตับแข็ง ได้


จุดที่น่าคิดคือ โรคนี้มันไม่ได้โผล่มาแบบมีสัญญาณเตือนชัดเจน มันค่อย ๆ สะสมจากการกินเกิน แป้ง น้ำตาล แอลกอฮอล์ การนอนน้อย น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และระบบเผาผลาญที่เริ่มพัง แต่ข่าวดีคือหลังจากที่คุณเติ้ลรู้ผลแล้ว เขาตัดสินใจปรับชีวิตจริงจัง ลดน้ำหนักจากประมาณ 83 กิโลกรัม เหลือ 66–67 กิโลกรัม หายไปประมาณ 17 กิโลกรัม สุขภาพกลับมาดีขึ้นได้


นี่แหละที่ผมอยากเล่าไม่ใช่เพื่อให้กลัวตับ แต่เพื่อให้รู้ว่า ถ้าจับได้ทัน ตับยังมีโอกาสฟื้น แต่ต้องไม่หลอกตัวเองว่า “เดี๋ยวค่อยลด” เพราะบางทีคำว่าเดี๋ยว มันพาเราไปใกล้ตับแข็งกว่าที่คิด


1. ไขมันพอกตับระยะรุนแรง ไม่ใช่แค่มีไขมันเกาะตับ

หลายคนได้ยินคำว่าไขมันพอกตับแล้วคิดว่า "ก็แค่ไขมันเกาะเฉย ๆ" แต่ความจริงถ้ามันพอกมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับจะเริ่มอักเสบ พอตับอักเสบซ้ำ ๆ ร่างกายจะพยายามซ่อม ซ่อมไปซ่อมมา กลายเป็นพังผืด พังผืดมากขึ้น ตับก็เริ่มแข็ง และถ้าไปไกลกว่านั้นก็คือ ตับแข็ง ตรงนี้แหละที่อันตราย เพราะช่วงที่ยังเป็นไขมันพอกตับ หลายคนยังไม่มีอาการอะไรเลย แต่ข้างในตับอาจเริ่มเดินหน้าไปไกลแล้ว

2.ไม่ดื่มเหล้า ก็เป็นหนักได้ ถ้าระบบเผาผลาญพัง
เมื่อก่อนพูดถึงตับ คนจะนึกถึงเหล้าก่อนครับ แต่ยุคนี้คนจำนวนมากเป็นไขมันพอกตับจากพุง น้ำหนักเกิน น้ำตาลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง และการกินแป้งกับน้ำตาลมากเกินไป น้ำหวาน ชานม กาแฟหวาน ขนม เบเกอรี ข้าว เส้น แป้งเยอะ ของทอด อาหารแปรรูป นอนน้อย ไม่ค่อยขยับ ของพวกนี้ทำให้ตับต้องรับภาระทุกวัน พลังงานที่ใช้ไม่หมด ร่างกายไม่ได้เอาไปทิ้ง ตับจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเก็บเป็นไขมัน พอสะสมมากขึ้น ตับก็อักเสบง่ายขึ้น แล้วระบบอินซูลินก็ยิ่งรวนกว่าเดิม


3. อาการไม่ชัด แต่ผลเลือดมักเริ่มฟ้องก่อน

ไขมันพอกตับน่ากลัวตรงที่มันเงียบ บางคนยังทำงานได้ กินได้ เที่ยวได้ ออกกำลังกายก็ยังพอไหว เลยคิดว่าตับคงไม่เป็นอะไร แต่พอตรวจสุขภาพกลับเจอ

  • AST/ALT สูง
  • ไตรกลีเซอไรด์สูง
  • น้ำตาลเริ่มขึ้น
  • รอบเอวเกิน
  • อัลตราซาวนด์เจอไขมันในตับ
  • หรือบางคนต้องไปตรวจอย่างอื่น แล้วค่อยรู้ว่าค่าตับผิดปกติ

เหมือนกรณีในข่าว ไม่ได้เริ่มจากตับส่งสัญญาณแรง แต่เริ่มจากผลตรวจก่อนทำหัตถการแล้วเจอว่าเรื่องใหญ่กว่าที่คิด เพราะฉะนั้นอย่ารอให้ตับเจ็บ ตับเป็นอวัยวะที่อดทนมาก แต่มันทนเงียบ ไม่ได้แปลว่ามันไม่พัง


4. ถ้ารู้แล้ว ต้องเริ่มจากหยุดทำร้ายตับก่อน

เวลาคนรู้ว่าเป็นไขมันพอกตับ หลายคนจะถามว่า “หมอคะ เป็นไขมันพอกตับต้องเริ่มที่อะไรดี?” ผมอยากถามก่อนว่า ตอนนี้เรากำลังส่งอะไรไปทำร้ายตับทุกวัน ถ้ายังดื่มหวานทุกวัน กินขนมทุกคืน แป้งเต็มจาน ของทอดไม่เคยลด นอนน้อย น้ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้หาของบำรุงตับมากินเพิ่ม มันก็เหมือนเอาผ้าขาวไปซับพื้น แต่ยังเปิดก๊อกน้ำให้ไหลท่วมอยู่

ลองเริ่มง่าย ๆ ก่อน

  • จากน้ำหวาน → น้ำเปล่า
  • จากกาแฟหวาน → กาแฟไม่หวาน
  • จากของทอด → ต้ม ย่าง นึ่ง
  • จากข้าวขาวเต็มจาน → ลดปริมาณ แล้วเพิ่มโปรตีนกับผัก
  • จากขนมหลังมื้อ → ผลไม้เป็นชิ้นในปริมาณพอดี
  • จากมื้อดึกหนัก ๆ → มื้อเย็นที่เบาลงและเว้นก่อนนอน
  • ไม่ต้องเพอร์เฟกต์ 100% แต่ต้องลดสิ่งที่ทำร้ายตับซ้ำ ๆ ให้ได้จริง


5. ลดน้ำหนัก 5–10% ตับเริ่มได้ประโยชน์แล้ว

ในข่าวเติ้ลลดน้ำหนักได้ประมาณ 17 กิโลกรัม จาก 83 เหลือ 66–67 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่สำหรับคนทั่วไป ผมอยากให้เริ่มจากเป้าหมายที่ทำได้ก่อน ถ้ามีน้ำหนักเกิน แค่ลดน้ำหนักประมาณ 5–10% ก็เริ่มช่วยให้ไขมันในตับ ค่าตับ และระบบเผาผลาญดีขึ้นได้แล้ว ถ้าหนัก 80 กิโลกรัม ลด 4–8 กิโลกรัม ตับก็เริ่มโล่งขึ้นได้ ไม่ต้องเริ่มจากคำว่าต้องผอม ให้เริ่มจากคำว่า ตับต้องเบาภาระลงก่อน


6. ออกกำลังกายต้องมีทั้งเดินและสร้างกล้าม

ถ้ามีไขมันพอกตับ อย่าคิดแค่ว่าออกกำลังกายเพื่อเผาแคลอรี สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้อินซูลินทำงานดีขึ้น และให้กล้ามเนื้อช่วยดึงน้ำตาลไปใช้ เริ่มจากเดินหลังอาหาร 10–15 นาที ก่อนก็ได้ โดยเฉพาะมื้อที่มีข้าว เส้น แป้ง หรือผลไม้ จากนั้นค่อยเพิ่มเดินเร็ว ขึ้นบันได ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายให้ได้สม่ำเสมอ และอย่าลืมฝึกกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 2–3 วัน เช่น สควอต ลุกนั่งจากเก้าอี้ ยกเวต ใช้ยางยืด หรือบอดี้เวท เพราะกล้ามเนื้อคือที่เก็บน้ำตาลที่สำคัญมาก ยิ่งกล้ามน้อย ตับยิ่งต้องรับภาระหนัก


7. อย่าดูแค่ว่ามีไขมันพอกตับไหม ต้องดูว่ามีพังผืดหรือยัง

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะคนเป็นไขมันพอกตับเหมือนกัน แต่ความเสี่ยงไม่เท่ากัน บางคนมีไขมัน แต่ยังไม่มีพังผืดมาก บางคนเริ่มมีพังผืดแล้ว บางคนกำลังเข้าใกล้ตับแข็ง

สิ่งที่ควรตรวจหรือคุยกับแพทย์ เช่น

  • AST/ALT ค่าตับอักเสบ
  • GGT หรือ ALP ในบางกรณี
  • FBS และ HbA1c ดูน้ำตาล
  • Lipid profile ดูไขมัน โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์
  • อัลตราซาวนด์ตับ
  • การประเมินพังผืด เช่น FIB-4 หรือ FibroScan ตามความเหมาะสม

เป้าหมายไม่ใช่แค่รู้ว่า "มีไขมันในตับ" แต่ต้องรู้ว่า "ตับเริ่มมีแผลเป็นหรือพังผืดหรือยัง" เพราะพังผืดนี่แหละที่บอกว่าเรื่องเริ่มจริงจังแล้ว


ถ้าไม่อยากให้ไขมันพอกตับไปถึงตับแข็ง เริ่มทำแบบนี้

  • ลดน้ำหวาน ชานม กาแฟหวาน น้ำอัดลม และน้ำผลไม้
  • ลดขนม เบเกอรี แป้งขัดสี และอาหารที่น้ำตาลสูง
  • ลดของทอด อาหารแปรรูป และมื้อดึกหนัก ๆ
  • งดหรือจำกัดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะถ้าค่าตับสูงอยู่แล้ว
  • ตั้งเป้าลดน้ำหนัก 5–10% ถ้ามีน้ำหนักเกิน
  • ให้ทุกมื้อมีโปรตีนและผัก ไม่ปล่อยให้คาร์บเต็มจาน
  • กินอาหารที่ช่วยลดการอักเสบ เช่น ผักหลากสี ผลไม้ไม่หวานจัด ปลาที่มีโอเมก้า-3 ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี และไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอกหรืออะโวคาโด
  • เพิ่มอาหารที่มี โคลีน เพราะโคลีนช่วยเรื่องการขนส่งไขมันออกจากตับ พบได้ในไข่แดง ปลา ไก่ ตับ ถั่วเหลือง เต้าหู้ และบรอกโคลี 


แต่ถ้ามีไขมันในเลือดสูงหรือโรคประจำตัว ควรกินในปริมาณพอดี ไม่ใช่เพิ่มไข่แดงแบบไม่จำกัด

  • เดินหลังอาหาร และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ฝึกกล้ามเนื้อ 2–3 วันต่อสัปดาห์
  • นอนให้พอ เพราะนอนน้อยทำให้หิวง่ายและดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น
  • ตรวจน้ำตาล ไขมัน ค่าตับ และประเมินพังผืดตามความเสี่ยง


ไขมันพอกตับระยะรุนแรงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ข่าวนี้สะท้อนชัดมากว่า บางคนเกือบเดินไปถึงตับแข็งทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้มีอาการเตือนแรง ๆ แต่ถ้ารู้ทันและปรับจริง ตับยังมีโอกาสฟื้นได้ เริ่มจากหยุดสิ่งที่ทำร้ายตับ อย่ารอให้ตับแข็งแล้วค่อยอยากย้อนเวลา เพราะช่วงที่ยังแก้ได้นี่แหละ สำคัญที่สุด 

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด