ถึงบางอ้อ ทำไมวัดความดันแขนซ้าย-แขนขวา จึงไม่เท่ากัน

ถึงบางอ้อ! "หมอเจด" ไขข้อสงสัยแล้ว ทำไมวัดความดันแขนซ้าย-แขนขวา ได้ค่าไม่เท่ากัน ต่างกันแค่ไหนถึงต้องระวัง

วันที่ 18 ส.ค. 2569 หมอเจด นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับเรื่อง วัดความดันแขนซ้าย–ขวาไม่เท่ากัน! ต่างกันแค่ไหนถึงต้องระวัง? โดยระบุว่า "หมอคะ วัดความดันแขนซ้ายได้ 138 แต่แขนขวาได้ 124 แบบนี้เครื่องเสียหรือเปล่า?" คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่เครื่อง

 

ถึงบางอ้อ ทำไมวัดความดันแขนซ้าย-แขนขวา จึงไม่เท่ากัน

ความดันแขนซ้ายกับขวาต่างกันเล็กน้อยพบได้ และบางครั้งเกิดจากจังหวะที่วัด ท่านั่ง หรือความตื่นเต้น แต่ถ้าวัดซ้ำอย่างถูกวิธีแล้ว ยังต่างกันชัดเจนอยู่เรื่อย ๆ ผมจะไม่มองว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะเลือดที่ไปแขนทั้งสองข้างต้องเดินทางผ่านหลอดเลือดคนละเส้น ถ้าข้างหนึ่งมีหลอดเลือดตีบหรือไหลผ่านไม่สะดวก ความดันที่วัดปลายทางก็อาจต่ำกว่าอีกข้างได้


ปัจจุบันแนวทางโรคความดันจึงแนะนำให้วัดทั้งสองแขนอย่างน้อยในช่วงเริ่มประเมิน และถ้าความดันตัวบนต่างกันมากกว่า 10–15 mmHg แบบยืนยันซ้ำได้ ก็ควรให้ความสนใจ แล้วต่างกันแบบไหนถึงต้องระวัง ผมสรุปให้ดูทีละข้อ


1. ต่างกันไม่กี่จุดครั้งเดียว ยังไม่ต้องตกใจ

สมมติวัดได้ แขนซ้าย 132/80 แขนขวา 128/78 ต่างกัน 4 mmHg แบบนี้เกิดขึ้นได้ เพราะความดันของคนเราไม่ได้หยุดนิ่งเหมือนเลขบนเครื่องชั่ง แค่เราเพิ่งเดินมา พูดระหว่างวัด ขยับแขน เครียด ดื่มกาแฟมา หรือวัดแขนแรกแล้วต่อแขนที่สอง ความดันก็เปลี่ยนไปได้แล้ว

ดังนั้นถ้าวัดครั้งเดียวแล้วต่างกันเล็กน้อย ผมไม่อยากให้รีบสรุปว่า "หลอดเลือดตีบแน่ ๆ" ให้กลับไปดูวิธีวัดก่อน นั่งพักประมาณ 5 นาที หลังพิงเก้าอี้ เท้าวางพื้น ไม่ไขว่ห้าง แขนวางระดับใกล้หัวใจ ไม่พูดระหว่างวัด แล้วค่อยวัดซ้ำ หลายครั้งตัวเลขที่เคยห่างกัน ก็กลับมาใกล้กันเอง
 

2. ถ้าความดัน "ตัวบน" ต่างกันเกิน 10 mmHg ซ้ำ ๆ เริ่มต้องสนใจ

เวลาพูดเรื่องความดันสองแขนต่างกัน เรามักสนใจ ความดันตัวบน หรือ Systolic Blood Pressure เป็นหลัก ก็คือตัวเลขด้านหน้า เช่น 145/80 เลข 145 คือตัวบน

ถ้าวัดอย่างถูกต้องหลายครั้งแล้วพบว่าแขนหนึ่งสูงกว่าอีกแขน ประมาณ 10 mmHg ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอ งานวิจัยขนาดใหญ่พบว่าความต่างระดับนี้สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่สูงขึ้น และมีการเสนอว่า 10 mmHg เป็นขอบบนที่ควรเริ่มให้ความสนใจ

ตรงนี้ไม่ได้แปลว่า ต่าง 11 = มีโรคหลอดเลือดแน่นอนนะครับ แต่มันเหมือนไฟเหลือง ถ้าเกิดซ้ำ ก็ควรเก็บข้อมูลและประเมินปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น สูบบุหรี่ไหม เบาหวานหรือเปล่า LDL สูงไหม มีโรคไตไหม อายุมากขึ้นหรือยัง เคยมีโรคหลอดเลือดหรือไม่


3. ถ้าต่างกันเกิน 15 mmHg ซ้ำ ๆ ไม่ควรปล่อยผ่าน

สมมติวัดได้แบบนี้หลายครั้ง แขนซ้าย 150/85 แขนขวา 132/82 ต่างกัน 18 mmHg แบบนี้ผมอยากให้หาสาเหตุ

แนวทาง NICE แนะนำว่าถ้าความดันระหว่างสองแขนต่างกัน มากกว่า 15 mmHg ควรวัดซ้ำ และถ้ายังต่างเกิน 15 อยู่ ให้ใช้แขนที่มีค่าความดันสูงกว่าเป็นแขนหลักในการติดตามครั้งต่อ ๆ ไป

ทำไมต้องสนใจ? เพราะในบางคน ความต่างที่มากและเกิดซ้ำอาจสัมพันธ์กับโรคของหลอดเลือด หนึ่งในสาเหตุที่แพทย์คิดถึงคือ หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงแขนข้างหนึ่งตีบ เช่น หลอดเลือดบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า ถ้าหลอดเลือดข้างนั้นแคบ เลือดไหลผ่านได้ไม่เต็มที่ ความดันที่วัดปลายแขนข้างนั้นก็อาจต่ำกว่าอีกข้าง แปลเป็นภาษาง่าย ๆ คือ ต้นทางส่งแรงดันมาเท่ากัน แต่ท่อข้างหนึ่งแคบกว่า แรงดันที่ไปถึงปลายทางเลยไม่เหมือนกัน


4. ไม่ใช่แค่ "ตัวเลขต่าง" แต่ต้องดูว่าแขนข้างนั้นมีอาการไหม

ถ้าความดันต่างกันมาก ผมจะถามต่อว่า แขนข้างที่ความดันต่ำกว่า มีอาการอะไรไหม? เช่น แขนอ่อนแรงเวลายกของ ปวดหรือล้าง่ายเวลาใช้งาน มือเย็นกว่าชัดเจน ชีพจรข้างหนึ่งเบากว่า สีผิวเปลี่ยน หรือมีอาการชาร่วมด้วย ถ้ามีแบบนี้ ผมจะยิ่งอยากประเมินเรื่องการไหลเวียนเลือด เพราะตัวเลขจากเครื่องวัดเป็นแค่เบาะแส สิ่งที่เราต้องรู้จริง ๆ คือ เลือดเดินทางไปแขนสองข้างได้ดีเท่ากันหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม ความดันสองแขนต่างกันไม่ได้เกิดจากหลอดเลือดตีบทุกคน วิธีวัดและความแปรปรวนของความดันเองก็เป็นสาเหตุได้ จึงต้องยืนยันด้วยการวัดซ้ำก่อน


5. ถ้าสองแขนต่างกันจริง ต่อไปให้ใช้ "แขนที่สูงกว่า" เป็นหลัก

เรื่องนี้คนพลาดเยอะ สมมติ แขนซ้าย 145 แขนขวา 128 แล้วเราชอบตัวเลข 128 มากกว่า เลยเลือกวัดข้างขวาตลอด แบบนี้อาจทำให้เราเข้าใจว่าความดันตัวเองดี ทั้งที่จริง ๆ แขนอีกข้างสูงกว่า

ข้อมูลการศึกษาพบว่าถ้าใช้ความดันจากแขนที่ต่ำกว่า อาจทำให้บางคนถูกจัดระดับความดันต่ำกว่าความเป็นจริง และพลาดการประเมินความเสี่ยงได้ ดังนั้นเมื่อยืนยันแล้วว่าแขนหนึ่งสูงกว่าอีกแขนอย่างสม่ำเสมอครั้งต่อ ๆ ไป ให้ใช้ แขนที่ค่าความดันสูงกว่า เป็นข้างหลักในการติดตาม ตรงนี้สำคัญมาก เพราะเราไม่ได้เลือกแขนที่ทำให้ตัวเลขสวยที่สุด เราเลือกแขนที่สะท้อนความเสี่ยงได้เหมาะสมกว่า


ถ้าจะวัดซ้าย–ขวาที่บ้าน ให้ทำแบบนี้ก่อน

  • ก่อนวัดงดกาแฟ บุหรี่ และออกกำลังกายหนักอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีถ้าทำได้
  • เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วนั่งพักเงียบ ๆ ประมาณ 5 นาที
  • ใช้ผ้าพันแขนขนาดเหมาะสม ถ้าผ้าเล็กเกินไปความดันอาจสูงเกินจริง
  • หลังพิงเก้าอี้ เท้าวางพื้น ไม่ไขว่ห้าง
  • วางแขนบนโต๊ะให้ใกล้ระดับหัวใจ
  • วัดแขนหนึ่ง แล้วพักเล็กน้อยก่อนเปลี่ยนอีกแขน
  • ถ้าพบว่าต่างกันมาก ให้สลับลำดับแขนแล้ววัดซ้ำอีกครั้ง
  • อย่าตัดสินจากการวัดครั้งเดียว ให้ดูหลายครั้งในหลายวัน


ถ้ายังต่างกันเกิน 10–15 mmHg ซ้ำ ๆ ผมอยากให้เอาบันทึกไปคุยตอนตรวจ โดยเฉพาะถ้ามีเบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ โรคไต หรือเคยมีโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะความต่างระหว่างแขนสัมพันธ์กับความเสี่ยงหลอดเลือดในระยะยาวได้


แล้วแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?
อันนี้แยกจากกรณีที่เจอความต่างจากการวัดตามปกติ ถ้า อยู่ดี ๆ ความดันสองแขนต่างกันมาก พร้อมกับอาการใหม่ เช่น เจ็บหน้าอกหรือหลังรุนแรงฉับพลัน หายใจลำบาก หน้ามืดเป็นลม แขนข้างหนึ่งเย็น ซีด อ่อนแรง หรือชีพจรเบาลงชัดเจน พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว หรือแขนขาอ่อนแรง อย่านั่งวัดซ้ำสิบรอบเพื่อหาตัวเลขที่พอใจ ควรได้รับการประเมินทันที เพราะแม้พบไม่บ่อย แต่อาการแบบนี้อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาหลอดเลือดเฉียบพลันที่ต้องรีบหาสาเหตุ


จริว ๆ ความดันแขนซ้ายกับขวาไม่จำเป็นต้องเท่ากันเป๊ะ ต่างกัน 3–5 จุดครั้งเดียว ยังเกิดจากจังหวะและวิธีวัดได้ แต่ถ้าความดันตัวบนต่างกันเกินประมาณ 10 mmHg ซ้ำ ๆ ผมจะเริ่มสนใจมากขึ้น และถ้า มากกว่า 15 mmHg แล้วยังต่างเมื่อวัดซ้ำ ไม่ควรปล่อยผ่าน ควรหาสาเหตุและใช้แขนที่ความดันสูงกว่าเป็นข้างหลักในการติดตาม


สิ่งที่ผมอยากให้จำไม่ใช่ว่า "แขนซ้ายต้องเท่ากับแขนขวา" แต่คือครั้งแรก ๆ ที่ประเมินความดัน ลองวัดให้ครบทั้งสองแขน เพราะบางครั้งความแตกต่างเพียงไม่กี่สิบหน่วยไม่ได้บอกว่าเครื่องเสีย แต่มันอาจเป็นเบาะแสเล็ก ๆ ว่า หลอดเลือดสองข้างกำลังส่งเลือดได้ไม่เหมือนกัน และควรเช็กให้ชัดก่อนปล่อยผ่าน

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด