หมอเตือน 5 สัญญาณหัวใจเต้นผิดจังหวะ แบบไหนเสี่ยงลิ่มเลือด-สโตรก

"หมอเจด" ให้ความรู้เปิดอาการ 5 สัญญาณเตือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ แบบไหนเสี่ยงลิ่มเลือด-สโตรก ต้องระวังเป็นพิเศษ

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผย หัวใจเต้นผิดจังหวะมีหลายแบบ! แบบไหนเสี่ยงลิ่มเลือด–Stroke ต้องระวัง! โดยระบุว่า เคยอยู่เฉย ๆ แล้วรู้สึกหัวใจเต้นสะดุดไหม? บางครั้งเหมือนหัวใจหยุดไปหนึ่งจังหวะ แล้วกลับมาเต้นแรงจนรู้สึกได้ บางคนใจสั่นเร็วมาก ทั้งที่นั่งทำงานอยู่เฉย ๆ แต่บางคนกลับไม่มีอาการอะไรเลย จนไปตรวจสุขภาพแล้วพบว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ 

 

หมอเตือน 5 สัญญาณหัวใจเต้นผิดจังหวะ แบบไหนเสี่ยงลิ่มเลือด-สโตรก

พอได้ยินคำนี้หลายคนเริ่มกังวล "แบบนี้จะมีลิ่มเลือดไปอุดตันสมองไหม?" "หัวใจจะหยุดเต้นกะทันหันหรือเปล่า?" ผมอยากให้รู้จักเรื่องนี้ไว้ เพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีหลายชนิด บางแบบพบได้ในคนที่หัวใจแข็งแรง บางแบบเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันสมอง และบางแบบอันตรายถึงขั้นหัวใจหยุดเต้นได้ โดยเฉพาะ หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ AF ที่บางคนเป็นอยู่โดยไม่มีอาการใจสั่นเลย วันนี้ผมจะพาแยก 5 แบบสำคัญ ว่าแต่ละแบบมีอาการอย่างไร และแบบไหนต้องระวังเป็นพิเศษ


1. หัวใจเต้นก่อนจังหวะ (PAC / PVC) — เหมือนหัวใจเต้นสะดุดหนึ่งที 

เคยนั่งดูทีวีอยู่ดี ๆ แล้วรู้สึกหัวใจเต้นตุ้บแรงขึ้นมาไหม? บางคนรู้สึกเหมือนหัวใจเว้นไปหนึ่งจังหวะ ก่อนจะกลับมาเต้นตามปกติ อาการแบบนี้อาจเกิดจาก PAC หรือ PVC ซึ่งเป็นจังหวะหัวใจที่เต้นแทรกขึ้นมาก่อนเวลา โดย PAC เริ่มจากหัวใจห้องบน 

ส่วน PVC เริ่มจากหัวใจห้องล่าง พบได้แม้ในคนที่ไม่มีโรคหัวใจ บางคนมีอาการชัดขึ้นช่วงเครียด นอนน้อย หรือหลังได้รับคาเฟอีนมากกว่าที่ตัวเองทนได้ ถ้าเกิดนาน ๆ ครั้งและหัวใจแข็งแรง ส่วนใหญ่มักมีความเสี่ยงต่ำครับ แต่ถ้า PVC เกิดบ่อยมาก อาจกระทบการบีบตัวของหัวใจ ส่วน PAC ที่เกิดถี่อาจสัมพันธ์กับโอกาสพบ AF ในอนาคต 

อันตรายสำคัญ : โดยทั่วไปไม่ใช่ชนิดที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันสมองโดยตรงแบบ AF แต่ถ้าใจสั่นบ่อยขึ้นควรตรวจหาสาเหตุ

 

2. หัวใจเต้นเร็วเหนือโพรงหัวใจ (SVT) — อยู่ดี ๆ หัวใจเต้นเร็วเป็นชุด 

ลองนึกภาพว่ากำลังนั่งทำงาน อยู่ดี ๆ หัวใจกลับเต้นเร็วมาก เหมือนเพิ่งวิ่งขึ้นบันไดมาหลายชั้น บางคนเต้นเร็วประมาณ 150–200 ครั้งต่อนาที แล้วจู่ ๆ ก็กลับมาเต้นปกติ ลักษณะนี้พบได้ใน SVT บางชนิด เช่น AVNRT หรือ AVRT ซึ่งเกิดจากสัญญาณไฟฟ้าวิ่งวนเป็นวงจรในหัวใจ อาจมีใจสั่น เหนื่อย หรือเวียนศีรษะร่วมด้วย โดยเฉพาะเวลาที่หัวใจเต้นเร็วมาก 

อันตรายสำคัญ : SVT สองชนิดนี้โดยทั่วไปไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดแบบ AF แต่อาการเต้นเร็วมากอาจทำให้ความดันตก หน้ามืด หรือเป็นลมได้ ถ้ามีอาการซ้ำ ๆ ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อระบุชนิด


3. หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) — ตัวสำคัญที่เสี่ยง Stroke

ข้อนี้ผมอยากให้จำมากที่สุด ปกติหัวใจห้องบนจะบีบตัวเป็นจังหวะ เพื่อช่วยส่งเลือดลงสู่หัวใจห้องล่าง แต่เมื่อเกิด AF สัญญาณไฟฟ้าในหัวใจห้องบนจะทำงานสับสน ทำให้ห้องบนสั่นแทนที่จะบีบตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ผลคือเลือดบางส่วนอาจไหลช้าหรือคั่ง โดยเฉพาะบริเวณติ่งหัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งเรียกว่า Left atrial appendage เมื่อเลือดคั่งก็มีโอกาสเกิดลิ่มเลือด และหากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ก็อาจทำให้เกิด Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบจากลิ่มเลือด ได้ครับ 

อาการที่อาจพบ ได้แก่ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ใจสั่น เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ แต่ที่ผมอยากให้ระวังคือ บางคนเป็น AF โดยแทบไม่มีอาการเลย และ AF อาจเป็น ๆ หาย ๆ ได้ด้วย ดังนั้นความรู้สึกใจสั่นมากหรือน้อยไม่ได้บอกความเสี่ยง Stroke โดยตรง

 

4. หัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว (Atrial Flutter) — อีกชนิดที่ต้องระวังลิ่มเลือด 

โรคนี้คล้าย AF ตรงที่ เกิดความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจห้องบน แต่ Atrial Flutter มักมีวงจรไฟฟ้า ที่วิ่งวนอย่างเป็นแบบแผน ทำให้หัวใจห้องบนเต้นเร็วมาก บางคนใจสั่น เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกหัวใจเต้นเร็วสม่ำเสมอ และบางรายอาจมีทั้ง Flutter กับ AF สลับกัน 

สิ่งสำคัญคือโรคนี้ มีความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดและ Stroke ได้เช่นกัน แพทย์จึงต้องประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยหลักการคล้ายกับ AF


5. หัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรง (VT / VF) — เสี่ยงหัวใจหยุดเต้น 

สองชนิดนี้มีอันตรายอีกลักษณะหนึ่ง VT (Ventricular Tachycardia) คือหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ บางชนิดทำให้เลือดสูบฉีดออกจากหัวใจลดลง จนเกิดหน้ามืด ความดันตก หรือหมดสติได้ 

ส่วน VF (Ventricular Fibrillation) คือหัวใจห้องล่างสั่นอย่างไร้ระเบียบ จนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ VF เป็นภาวะหัวใจหยุดเต้นที่ต้องช่วยชีวิตทันทีครับ 

สำหรับ VT ก็มีทั้งชนิดที่เกิดช่วงสั้น ๆ และชนิดที่รุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในคนที่มีโรคหัวใจร่วมด้วย 

อันตรายสำคัญ: VT/VF ต้องระวังเรื่องหัวใจสูบฉีดเลือดล้มเหลวและหัวใจหยุดเต้น มากกว่ากลไกลิ่มเลือดอุดตันสมองแบบ AF


แล้วหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบไหน ต้องระวัง Stroke เป็นพิเศษ?
จากทั้ง 5 แบบ ผมอยากให้จำชื่อ AF และ Atrial Flutter ไว้ เพราะทั้งสองชนิดเกี่ยวข้องกับการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ที่อาจหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมองได้ แต่ความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เท่ากัน


แพทย์จะพิจารณาปัจจัยร่วมด้วย เช่น

  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
  • ความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง Stroke
  • เบาหวาน ที่มีผลต่อสุขภาพหลอดเลือด
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคหลอดเลือดบางชนิด
  • ประวัติเคยเป็น Stroke หรือ TIA หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว


ปัจจัยเหล่านี้ใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยง เช่น คะแนน CHA₂DS₂-VASc หรือ CHA₂DS₂-VA เพื่อวางแผนป้องกัน Stroke ให้เหมาะกับแต่ละคน


มีสัญญาณแบบไหน ต้องรีบไปโรงพยาบาล?

ผมอยากให้ทุกคนจำไว้

  • หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติฉับพลัน ต้องสงสัย Stroke โทร 1669 ทันที แม้อาการจะดีขึ้นเอง
  • ใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือหน้ามืดจะเป็นลม อาจเป็นสัญญาณว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะจนกระทบการไหลเวียนเลือด
  • หมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจตามปกติ ให้โทร 1669 เริ่ม CPR และใช้เครื่อง AED หากมี
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะซ้ำบ่อยขึ้น แม้ยังไม่มีอาการฉุกเฉิน ก็ควรนัดตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)


บางคนต้องใช้เครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เช่น Holter monitor เพราะอาการเกิดเป็นช่วง ๆ และอาจไม่พบความผิดปกติในวันที่ไปตรวจ


สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ถ้าวันไหนรู้สึกหัวใจเต้นสะดุด ใจสั่น หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ลองสังเกตว่าเกิดบ่อยแค่ไหนเป็นนานเท่าไร และมีอาการอะไรร่วมด้วย เพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะแต่ละแบบมีความเสี่ยงแตกต่างกันมาก AF และ Atrial Flutter ต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันสมอง ส่วน VT/VF ต้องระวังภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน


และที่ผมห่วงคือบางคนไม่มีอาการใจสั่นเลย แต่กลับมี AF อยู่โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะคนอายุมาก หรือมีความดัน เบาหวาน และโรคหัวใจร่วมด้วย ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพและการประเมินเมื่อพบชีพจรผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะรู้ชนิดเร็ว ก็ช่วยให้วางแผนดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ตรงจุดมากขึ้น

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด