- 17 ม.ค. 2569
หลายคนเคยชินกับการล้างของใช้รวม ๆ เพื่อประหยัดเวลา แต่รู้หรือไม่ว่า ของใช้ในบ้านบางอย่างไม่ควรล้างพร้อมกัน เพราะเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรค ทำให้ของพังเร็ว
ในชีวิตประจำวัน หลายคนเลือกวิธีล้างของใช้ในบ้านแบบ “ล้างรวมให้เสร็จเร็ว” โดยไม่ทันคิดว่า ของใช้บางประเภทไม่ควรล้างพร้อมกัน เพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค เสื่อมสภาพเร็ว หรือกลายเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียโดยไม่รู้ตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยในครัวเรือน แนะนำให้แยกล้างของใช้บางอย่างเพื่อความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งาน
1. มีด กับ เขียง
โดยเฉพาะเขียงไม้ที่ใช้หั่นเนื้อดิบ มักมีร่องที่สะสมเชื้อโรคได้ง่าย หากล้างพร้อมกับมีด อาจทำให้เชื้อจากเขียงติดไปที่คมมีด ควรแยกล้าง และล้างเขียงเป็นลำดับสุดท้าย พร้อมผึ่งให้แห้งสนิท
2. จานชาม กับ ภาชนะใส่เนื้อดิบ
ภาชนะที่ใส่เนื้อสดหรืออาหารดิบมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียสูง หากล้างรวมกับจานชามที่ใช้ใส่อาหารสุก อาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย ควรล้างภาชนะเนื้อดิบก่อน หรือแยกอ่างล้างโดยเฉพาะ
3. ฟองน้ำล้างจาน กับ แปรงล้างขวดนม
ฟองน้ำล้างจานเป็นหนึ่งในของใช้ที่สะสมเชื้อโรคมากที่สุด ไม่ควรล้างหรือเก็บรวมกับแปรงล้างขวดนมเด็ก เพราะอาจทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนสู่อุปกรณ์ของเด็ก ควรแยกใช้อย่างชัดเจน
4. หม้อ–กระทะ กับ ช้อนส้อมสเตนเลส
การล้างรวมกันอาจทำให้เกิดการกระแทกจนผิวเคลือบของหม้อหรือกระทะ โดยเฉพาะกระทะเคลือบ เป็นรอยและเสื่อมสภาพเร็ว ควรล้างแยก และใช้ฟองน้ำคนละชุด
5. แก้วน้ำ กับ ภาชนะที่มีคราบมัน
แก้วน้ำแม้ดูสะอาด แต่หากล้างรวมกับภาชนะมัน ๆ อาจเกิดคราบฝ้า หรือมีกลิ่นติดแก้วโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้ล้างแก้วน้ำแยก หรืออย่างน้อยล้างเป็นลำดับสุดท้าย
6. ของใช้ในห้องน้ำ กับ ของใช้ในครัว
อุปกรณ์ทำความสะอาดห้องน้ำ เช่น แปรงขัด หรือฟองน้ำ ไม่ควรล้างรวมกับของใช้ในครัวเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค ควรแยกพื้นที่ล้างให้ชัดเจน
7. ผ้าเช็ดโต๊ะ กับ ผ้าเช็ดจาน
แม้จะเป็นผ้าเหมือนกัน แต่ผ้าเช็ดโต๊ะมักมีคราบอาหารและเชื้อโรคมากกว่า หากซักหรือล้างรวมกับผ้าเช็ดจาน อาจทำให้เชื้อโรคย้อนกลับไปปนเปื้อนภาชนะอาหาร
ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า การแยกล้างของใช้ในบ้านแม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนในบ้านได้อย่างมาก การปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย ก็ช่วยให้บ้านสะอาดและน่าอยู่ขึ้นได้ในระยะยาว
แหล่งที่มาอ้างอิง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
World Health Organization (WHO)
Food Safety Authority






