หลายคนพลาดทำ เตือน 5 อย่าง หลังตื่น 10 นาทีแรก อย่าเพิ่งรีบทำทันที!

"หมอเจด" เตือนแล้ว 5 อย่าง หลังตื่นนอน 10 นาทีแรก อย่าเพิ่งรีบทำทันที! คนเป็นความดัน เบาหวาน หัวใจ ยิ่งต้องระวัง

วันที่ 7 ก.ย. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด ระบุว่า หลังตื่น 10 นาทีแรก! วัย 50+ ต้องระวัง อะไรบ้างก่อนเริ่มวัน! โดยระบุว่า บางคนลืมตาปุ๊บลุกพรวดจากเตียง บางคนรีบเข้าห้องน้ำ บางคนหยิบยากินทันที บางคนยังไม่ทันยืนดี ก็เดินไปชงกาแฟแล้ว

 

หลายคนพลาดทำ เตือน 5 อย่าง หลังตื่น 10 นาทีแรก อย่าเพิ่งรีบทำทันที

แต่พออายุ 50+ ร่างกายหลายระบบเริ่มตอบสนองช้ากว่าเดิมนิดหนึ่ง ทั้งเรื่องความดัน การทรงตัว กล้ามเนื้อ น้ำในร่างกาย และการปรับตัวจากท่านอนเป็นท่ายืน


ช่วง 10 นาทีแรกหลังตื่นจึงเป็นช่วงที่ผมอยากให้ "เริ่มวันแบบไม่รีบเกินไป" ไม่ได้หมายความว่าต้องนั่งนิ่งบนเตียง 10 นาทีเป๊ะ ๆ แต่มีบางอย่างที่ถ้าทำช้าลงอีกนิด อาจช่วยลดทั้งอาการหน้ามืด ล้ม ใจสั่น และความดันแกว่งในตอนเช้าได้ โดยเฉพาะวัย 50+ ผมอยากให้ระวัง 5 เรื่องนี้


1. อย่าลุกพรวดจากเตียง ถ้ามีหน้ามืดตอนเช้าอยู่แล้ว
เวลานอนราบ เลือดกระจายอยู่ในร่างกายแบบหนึ่ง พอเราลุกขึ้นยืนทันที เลือดบางส่วนจะไหลลงไปที่ขา ร่างกายต้องรีบปรับชีพจรและบีบหลอดเลือดเพื่อรักษาความดันและส่งเลือดไปสมองให้พอ ถ้าปรับไม่ทัน เราอาจเกิดภาวะความดันตกเวลาเปลี่ยนท่า หรือ Orthostatic hypotension ได้


อาการที่เจอคือ

  • หน้ามืด
  • ภาพดำวูบ
  • โคลงเคลง
  • รู้สึกเหมือนจะเป็นลม
  • บางคนต้องรีบจับผนังหรือขอบเตียง


วัย 50+ ยิ่งถ้ามีความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ ขาดน้ำ หรือกินยาบางชนิด โอกาสเกิดอาการนี้จะมากขึ้นได้


ผมชอบให้เริ่มแบบนี้ ตื่น → ขยับแขนขา → พลิกตัว → นั่งขอบเตียงสักครู่ → แล้วค่อยยืน


ถ้ายืนแล้วหน้ามืด ให้จับที่มั่นก่อน อย่าฝืนเดิน เพราะสิ่งที่ผมห่วงไม่ใช่แค่หน้ามืด แต่คือหน้ามืดแล้วล้ม โดยเฉพาะถ้าล้มในห้องน้ำหรือกระแทกศีรษะ เรื่องจะใหญ่ขึ้นทันที

2. ถ้าตื่นมาปากแห้ง คอแห้ง อย่ารีบชดเชยด้วยกาแฟอย่างเดียว


ตอนเช้าหลังไม่ได้ดื่มน้ำมาหลายชั่วโมง บางคนจะรู้สึกปากแห้ง คอแห้ง หรือกระหายน้ำ ถ้าร่างกายขาดน้ำเล็กน้อยอยู่แล้ว อาการหน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่าก็อาจชัดขึ้นในบางคน เพราะฉะนั้นหลังตื่น ดื่มน้ำตามความกระหายได้ ไม่จำเป็นต้องบังคับดื่ม 1 ลิตรทันที และคนที่มีหัวใจล้มเหลว ไตเสื่อมมาก หรือแพทย์จำกัดน้ำอยู่ ก็ต้องทำตามปริมาณที่ได้รับคำแนะนำไว้


ส่วนกาแฟดื่มได้ในหลายคน แต่ถ้าตื่นมาแล้วคอแห้งมาก ดื่มกาแฟเข้มก่อนน้ำทุกวัน แล้วมีใจสั่นหรือความดันแกว่ง ผมอยากให้ลองเริ่มจากน้ำก่อน แล้วค่อยกาแฟ ง่าย ๆ คือ ร่างกายเพิ่งตื่น อย่าให้กาแฟเป็นฝ่ายมาเปิดร้านคนแรกทุกวัน


3. อย่าเดินเข้าห้องน้ำแบบรีบ ๆ ถ้ายังมึนหรือขาไม่ค่อยมีแรง


อันนี้คนทั่วไปไม่ค่อยนึกถึง ช่วงแรกหลังตื่น กล้ามเนื้อและการทรงตัวยังอาจไม่พร้อมเต็มที่ โดยเฉพาะคนที่มีข้อเข่าเสื่อม กล้ามเนื้อน้อย ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน หรือเคยมีประวัติล้ม บางคนตื่นเพราะปวดปัสสาวะมาก เลยรีบลุกแล้วเดินเร็วเข้าห้องน้ำ ตรงนี้มีทั้ง พื้นลื่น แสงยังมืด ตัวเองยังงัวเงีย ความดันอาจยังปรับไม่ทัน ครบชุดเลย


ผมอยากให้มีไฟทางเดินหรือไฟหัวเตียงที่เปิดง่าย พื้นไม่ควรมีของวางเกะกะ และถ้ารู้ว่าตัวเองลุกแล้วมึนบ่อย ให้ยืนให้มั่นก่อนเดิน โดยเฉพาะถ้าต้องลุกกลางดึกบ่อย ๆ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะการล้มในวัย 50+ ไม่ได้จบแค่ฟกช้ำทุกครั้ง กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก และศีรษะเป็นจุดที่ผมห่วงมากกว่า


4. ถ้ามียาตอนเช้าหลายตัว อย่ากินตามความเคยชินจนลืมดูว่า "ตัวไหนต้องก่อนหรือหลังอาหาร"


พออายุเพิ่ม ยาที่กินประจำมักเริ่มเยอะขึ้น ยาความดัน ยาเบาหวาน ยาไทรอยด์ ยาลดกรด ยาละลายลิ่มเลือด วิตามินหรืออาหารเสริม


แล้วแต่ละตัวอาจมีวิธีกินไม่เหมือนกัน บางตัวต้องกินตอนท้องว่าง บางตัวกินพร้อมอาหาร บางตัวกินผิดเวลาแล้วดูดซึมแย่ลง บางตัวถ้ากินแล้วข้ามมื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงน้ำตาลต่ำได้ครับ


ตัวอย่างเช่น ยาไทรอยด์บางชนิดมักต้องกินตอนท้องว่างและเว้นก่อนอาหาร ส่วนยารักษาเบาหวานหรืออินซูลินบางแบบต้องสัมพันธ์กับมื้ออาหาร 


เพราะฉะนั้นถ้ามียาหลายตัว ผมอยากให้มีตารางหรือกล่องยาให้ชัด อย่าจำแบบ "เม็ดขาวกินเช้า เม็ดชมพูกินหลังข้าวมั้ง" ยิ่งหลายเม็ด ยิ่งควรชัด และอย่าเพิ่ม ลด หรือสลับเวลายาเองเพียงเพราะเช้าวันนั้นความดันหรือน้ำตาลต่างจากเดิมครั้งเดียว


5. ถ้าตื่นมาแล้วมีอาการผิดปกติ อย่าฝืนเริ่มวันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ข้อนี้สำคัญที่สุด วัย 50+ ถ้าตื่นมาแล้วมีอาการใหม่ เช่น แขนหรือขาอ่อนแรงข้างเดียว หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด เดินเซมาก เจ็บหรือแน่นหน้าอก หอบผิดปกติ เหงื่อแตก ใจสั่นมากร่วมกับหน้ามืด หรือปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ


อย่าเริ่มวันด้วยการคิดว่า "เดี๋ยวกินข้าวก่อนคงหาย" อาการพวกนี้ต้องคิดถึงภาวะสำคัญ เช่น Stroke หัวใจขาดเลือด หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ และควรได้รับการประเมินเร่งด่วน โดยเฉพาะ Stroke เวลาเริ่มอาการมีความสำคัญมาก ถ้าตื่นมาแล้วพบอาการ ต้องพยายามนึกด้วยว่า ครั้งสุดท้ายที่ยังปกติดีคือเมื่อไหร่ เช่น ก่อนนอนกี่โมง เพราะข้อมูลนี้มีผลต่อการรักษา

 

แล้ว 10 นาทีแรกหลังตื่น ผมชอบให้เริ่มประมาณนี้

  • ตื่นแล้วขยับแขนขาและนั่งก่อนลุกยืน
  • ถ้ามึน ให้รอจนทรงตัวดีแล้วค่อยเดิน
  • ดื่มน้ำตามความกระหาย ถ้าไม่ได้ถูกจำกัดน้ำ
  • เข้าห้องน้ำโดยไม่รีบ และเปิดไฟให้พอมองเห็น
  • ถ้าต้องวัดความดัน ให้เข้าห้องน้ำก่อน แล้วนั่งพักประมาณ 5 นาที
  • ถ้ามียาประจำตอนเช้า เช็กให้ชัดว่าตัวไหนต้องก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือสัมพันธ์กับมื้อ
  • ถ้ามีอาการผิดปกติใหม่ โดยเฉพาะหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด เจ็บหน้าอก หรือหอบ อย่าฝืนทำกิจวัตรต่อครับ


อีกเรื่องที่อยากให้เช็กคือ ถ้าตื่นมาแล้วหน้ามืดแทบทุกเช้า อย่าคิดว่าเป็นเพราะ "อายุเยอะแล้วก็แบบนี้" 


ลองเก็บข้อมูล

  • เกิดตอนลุกจากเตียงหรือหลังยืนนาน?
  • มีใจสั่นร่วมไหม?
  • กินยาความดันกี่ตัว?
  • ดื่มน้ำน้อยหรือเปล่า?
  • น้ำตาลต่ำไหม?
  • เคยล้มแล้วหรือยัง?


บางคนอาจต้องวัดความดันตอนนอนหรือนั่ง แล้ววัดซ้ำหลังยืน เพื่อดูว่าความดันตกตามท่าหรือไม่ ถ้าเป็นบ่อย ควรเอาอาการและรายการยาทั้งหมดไปคุยตอนตรวจครับ


อย่าหยุดยาความดันเองเพราะคิดว่า "ยาทำให้มึน" บางครั้งต้องปรับเวลา ปริมาณ หรือหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย


สรุป หลังตื่น 10 นาทีแรกสำหรับวัย 50+ ผมไม่ได้อยากให้ใช้ชีวิตแบบกลัวทุกอย่าง แค่ไม่ต้องรีบ อย่าลุกพรวด อย่าเดินทั้งที่ยังมึน ดื่มน้ำตามความเหมาะสม กินยาให้ถูกเวลา แล้วฟังอาการตัวเองก่อนเริ่มวัน ร่างกายเพิ่งเปิดร้านให้หัวใจ ความดัน กล้ามเนื้อ และสมองได้เปิดไฟครบก่อน แล้วค่อยเดินหน้าทำเรื่องอื่น โดยเฉพาะถ้ามีหน้ามืดบ่อย ล้มง่าย หรือมีอาการใหม่อย่างหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด เจ็บหน้าอก หรือหอบ เรื่องนี้ไม่ควรเอาคำว่า "เดี๋ยวก็หาย" มาปลอบตัวเอง

 

ขอบคุณ FB : หมอเจด